|
จี้ SMEs เร่งปรับตัวสู้กระแสโลก หวั่นล่ม-ถ่วงเศรษฐกิจโต |
|
|
|
|
เขียนโดย รางน้ำฝน
|
|
วันอังคารที่ 31 มกราคม 2012 เวลา 07:49 น. |
|
'โฆสิต'ชี้แนวโน้มธุรกิจ SMEs เผชิญความท้าทาย-แข่งขันสูงขึ้น แนะผู้ประกอบการเร่งเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เน้นปรับปรุงประสิทธิภาพภายในองค์กร สร้างขีดความสามารถให้พึ่งพาตัวเองและอยู่รอด ย้ำภาค SMEs ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย หากสู้ไม่ได้จะสร้างปัญหาในอนาคต ขณะที่ภาครัฐเตรียมเสนองบฯและบุคลากรเข้าช่วยเหลือ จี้ปรับตัวรับมือจีน - อินเดีย นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “นโยบายรัฐบาล SMEsไทยจะไปทางไหนดี”ว่า จากภาวะปัจจุบันได้สร้างปรากฏการณ์โลกาภิวัฒน์ โดยกระแสดังกล่าวได้ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันมากยิ่งขึ้น การเชื่อมโยงการค้า การเปิดเสรี และมีผู้แข่งขันเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ภาคธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งเพื่อยกระดับตัวเองขึ้น “เดิมในระยะแรกของการพัฒนาประเทศในอุตสาหกรรมของประเทศไทย เราเคยเป็นแหล่งที่ควรแก่การลงทุน โดยเหตุผลหลายประการไม่ว่าจะเป็นการมีทรัพยากรที่ดี แรงงานที่ราคาถูก เป็นต้น เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปความที่เราเคยได้เปรียบจากปัจจัยดังกล่าวก็เปลี่ยนไปเมื่อมีปรากฏการณ์โลกาภิวัฒน์” นายโฆสิต กล่าว **กระตุ้น SMEs เร่งขีดความสามารถ** ทั้งนี้ ในส่วนของภาค SMEs ในปัจจุบันถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากพบว่ามีผู้ประกอบการจำนวนนับล้านรายเข้าอยู่ในภาคดังกล่าว ทำให้บรรยากาศการดำเนินธุรกิจของภาค SMEs ต้องเผชิญกับความท้าทายและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นในระยะต่อไปภาค SMEs จะต้องเร่งสร้างขีดความสามารถในการพึ่งพาตัวเองให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ ซึ่งถือเป็นโจทก์ในการปรับตัว “ความเข้มแข็งดังกล่าวในที่นี้มีความหมายอยู่หลายประเด็นด้วยกัน ทั้งความขยัน ความสามารถของผู้ประกอบการที่จะช่วยตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลเองก็มีความปรารถนาอยากให้ความสามารถของทุกคนมีความสามารถเพิ่มเรื่อย เพื่อประเทศจะได้ไม่ต้องรับภาระมากในการดูแลผู้ที่พึ่งพาตัวเองไม่ได้ หากทุกคนมีความอ่อนแอมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ประเทศต้องมีการเดินต่อไปข้างหน้าประเทศก็คงไม่ราบรื่นทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม” นายโฆสิตกล่าว **แนะเริ่มปรับตัวจากภายใน ** สำหรับการปรับตัวของธุรกิจเอสเอ็มอี ที่จะทำให้เกิดความเข้มแข็งและอยู่รอด เพื่อรองรับการแข่งขันที่เกิดขึ้นได้นั้น ธุรกิจเอสเอ็มอีจะต้องปรับปรุง 2 ปัจจัยหลัก ประกอบไปด้วยการปรุงประสิทธิภาพภายใน และการปรับปรุงประสิทธิภาพภายนอก โดยในส่วนของการปรุงประสิทธิภาพภายในนั้นคือการบริหารจัดการองค์กร รวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้ความรู้และความร่วมมือ ซึ่งผู้จะปรับปรุงผลิตภาพภายในได้คือผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ “ประสิทธิภาพภายในสำคัญมากต่อรากฐานของธุรกิจเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ซึ่งจะต้องลงมือทำเอง เพราะเป็นเรื่องที่ใหญ่มากใครทำแทนก็ไม่ได้ ดังนั้นผู้บริหารเจ้าของกิจาร SMEs จะต้องเป็นผู้ลงมือทำ ถ้าไม่ทำในภาวะที่ต้องเผชิญกับการแข่งขัน ธุรกิจก็จะสู้ต่อไปไม่ได้ และจะสร้างปัญหาในอนาคต” นายโฆสิต กล่าว ขณะที่ประสิทธิภาพภายนอกหมายถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อาทิ ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่นการสร้างรถไฟใต้ดิน ท่าเรือ ถนน ที่ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ โดยที่ผ่านมาภาครัฐมีการดำเนินการไปตามกฎกติกาต่างๆ ภายใต้กรอบงบประมาณที่จัดสรร “ประสิทธิภาพภายนอกไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีผู้เรียกร้องอยู่ตลอดเวลา จึงได้รับความสนใจมาก แต่ที่ไม่เรียกร้องคือประสิทธิภาพภายในไม่มีใครเรียกร้องแต่ต้องทำเอง ถ้าไม่ทำการแข่งขันก็จะด้อยลง” นายโฆสิต กล่าว **แจงรัฐบาลให้ความสำคัญกับ SMEs** นายโฆสิต กล่าวต่อว่าในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับ SMEs และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเพื่อพัฒนาภาคธุรกิจไทย โดยขณะนี้รัฐบาลได้ประสานกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้ SMEs โดยเฉพาะการเพิ่มความรู้ ขณะที่ SMEs ใดที่อ่อนแอก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อยกระดับความสามารถไม่เช่นนั้นจะแข่งขันลำบาก “เราจะร่วมทำงานกับเอกชนทำแผนประสิทธิภาพเป็นรายสาขา คนที่จะเข้ามาร่วมต้องเป็นผู้ที่มีความพร้อมและต้องการที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้เราได้มีการเจรจากับสภาอุตสาหกรรม ซึ่งเราจะของบให้หากเอกชนมีความต้องการพัฒนาวิสัยทัศน์การทำงานให้ดีขึ้น และภาครัฐก็จะหาทรัพยากรบุคคลเข้ามาช่วยส่งเสริมพัฒนาให้ดีขึ้น” นายโฆสิต กล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การมีคุณภาพและความรู้ ซึ่งถ้ามีครบทั้งสองอย่างก็จะทำให้ประเทศพัฒนาต่อไป และยังเป็นรากฐานของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเชื่อว่าเอสเอ็มอีของไทยที่อยู่ในระดับหัวแถว หรือภาคธุรกิจที่ปรับปรุงตัวเองได้ดี โดยเชื่อว่ายังมีศักยภาพที่จะอยู่รอดได้ ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรง แต่ SMEs ระดับหางแถว ยังมีความน่าเป็นห่วงซึ่งจะต้องมีการพัฒนาศักยภาพให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป้าหมายในระยะยาวอยากเห็นอุตสาหกรรมทุกกลุ่มอยู่ติดในตลาดการค้าเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศต่อไป ** จี้ปรับตัวรับมือจีน - อินเดีย ** นายโฆสิต กล่าวต่อว่า ประเทศจีนซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นอันดับ 4 ของโลก และจะเพิ่มขึ้นเป็นที่ 3 และ 2 ในระยะต่อไป ถือว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในเอเชียมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยจะต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันประเทศอินเดียก็มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง โดยมีการเติบโตต่อเนื่องร้อยละ 8-9 ขณะที่ทั้ง 2 ประเทศถือเป็นตลาดสำคัญ ถือเป็นตลาดที่ใหญ่มีประชากรรวมกัน 2,500 ล้านคน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยทุกระดับจะต้องมีการปรับตัวเองอย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ โดยจะต้องแสวงหาความรู้ร่วมกันเพื่อให้สามารถตามทันการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากจีนและอินเดียเป็นประเทศที่เข้าใจยาก ถ้าปราศจากความรู้ก็จะไม่สามารถแสวงหาผลประโยชน์บนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของเอเชียได้ ซึ่งมองว่าทั้ง 2 ประเทศยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป
|
|