Home สร้างรายได้ 'สะเต๊ะยิ้มสยาม' เปิดตัว 'Store' เต็มรูปแบบ
 
'สะเต๊ะยิ้มสยาม' เปิดตัว 'Store' เต็มรูปแบบ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย รางน้ำฝน   
วันอังคารที่ 31 มกราคม 2012 เวลา 08:03 น.
คีออส "สะเต๊ะยิ้มสยาม" รูปโฉมใหม่
       'สะเต๊ะยิ้มสยาม' ปรับคอนเซ็ปต์ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์เต็มรูปแบบ เตรียมทยอยยุบคีออส เพิ่มรูปแบบชอปและสโตร์ หวังสร้างระบบมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา เชื่อมั่น Product Place และ System ลงตัว ขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย หวังสร้างรายได้หลักหรือกว่า 70% ของธุรกิจในเครือ
       
       พิธาน อิมราพร บริษัท ยิ้มสยาม มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เจ้าของแฟรนไชส์ “สะเต๊ะยิ้มสยาม” เปิดเผยว่า ล่าสุดได้เปิดตัวสะเต๊ะยิ้มสยามโมเดลชอปสโตร์ ขนาดพื้นที่ 25 ตารางเมตรจำนวน 24 ที่นั่ง สาขาต้นแบบที่ปากซอย 26 ถนนสายไหม และโมเดลชอป ขนาด 2*1.5 เมตร หลังจากที่ก่อนหน้านี้เปิดเพียงโมเดลเดียวคือคีออส นอกจากนี้ได้ปรับคอนเซ็ปต์ธุรกิจใหม่เกือบทั้งหมด หลังจากที่เข้าอบรม B2B รุ่น 12กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้มีมุมมองต่อการดำเนินธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์เปลี่ยนไปและมีความเข้าใจกับการทำธุรกิจแฟรนไชส์มากขึ้น

พิธาน อิมราพร (มุมขวา)
       โดยการปรับคอนเซ็ปต์ธุรกิจใหม่ อับดับแรกได้ขยายโมเดลร้านจากเดิมมีเพียงรูปแบบคีออส ได้เพิ่มเป็นรูปแบบชอปและสโตร์ ทำให้สะเต๊ะยิ้มสยามมี 3 รูปแบบการลงทุน ได้แก่ คีอส ชอป และสโตร์ (อ่านตารางประกอบ)
       
       นอกจากนี้ ได้เพิ่มเมนูที่ให้บริการและเปลี่ยนจากอาหารทานเล่น มาเป็นสะเต๊ะอาหารจานหลักโดยมีการพัฒนาเมนูเพิ่มเติมเป็น 28 เมนู เช่น ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันสะเต๊ะ ข้าวอัดสะเต๊ะ ฯลฯ และเพิ่มความหลากหลายของประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อกวางและเนื้อนกกระจอกเทศ เป็นต้น เพื่อเป็นการเพิ่มความหลากหลายของเมนูให้กับลูกค้าที่เข้ามารับประทาน
       
       โดยเมนูต่างๆ เหล่านี้เพื่อขยายไปยังชอปเพื่อซื้อกลับไปทาน และนั่งรับประทานในรูปแบบร้านที่เป็นสโตร์ ส่วนคีออสนั้นจะเน้นเป็นอาหารว่างเพื่อซื้อกลับเหมือนเดิม ด้วยจำนวนพื้นที่ที่จำกัดการขยายรูปแบบร้านที่หลากหลายสามารถทำให้พัฒนาเมนูหรือสินค้าใหม่ๆ ได้เพิ่มขึ้น
       
       พิธาน บอกความแตกต่างของสะเต๊ะยิ้มสยามกับสะเต๊ะทั่วไปว่า ได้รับการยอมรับในเรื่องของรสชาติด้วยการพัฒนารสชาติของผงหมัก เครื่องแกง และมีสูตรคงที่ รวมถึงการคัดสรรคุณภาพของเนื้อแต่ละประเภท ทำให้ได้รสชาติของสินค้าที่ดี ซึ่งการคัดสรรเนื้อส่วนที่ดีเพื่อให้เนื้อมีความนุ่ม ขณะที่ราคาขยายนั้นไม่มีความแตกต่างจากราคาขายทั่วไป และราคาขายต่อไม้ที่ไม้ละ 5 บาท ยกเว้นเนื้อนกกระจอกเทศไม้ละ 12 บาท เนื้อกวางไม้ละ 15 บาท ส่วนอาหารจานหลักเริ่มที่ราคาจานละ 40 บาท
       
       ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลของผู้ซื้อพบว่าเฉลี่ยจับจ่ายต่อคนต่อหัวเฉลี่ยที่ 50 บาททั้งการนั่งรับประทานในร้านหรือการซื้อกลับ และกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มวัยทำงาน

       ด้านความสนใจของผู้ลงทุนนั้นพบว่าได้รับการตอบรับดี แม้ว่าปัจจุบันสะเต๊ะยิ้มสยามรูปแบบคีออสเดิมมี 9 สาขาปัจจุบันเหลือเพียง 3 สาขาเท่านั้น เพราะสาขาที่ปิดไปเนื่องจากทำเลเปลี่ยนทำให้ปริมาณของคนในบริเวณนั้นลดลง และเพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบจึงได้ชะลอและยังไม่เพิ่มแฟรนไชส์หรือต่อสัญญากับรายเดิม
       
       และสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนนั้น ทางบริษัทจะจำหน่ายผงหมักและเครื่องแกงซึ่งเป็นสูตรของสะเต๊ะยิ้มสยาม พร้อมคำแนะนำในการซื้อเนื้อสัตว์ให้ หรือผู้ที่ต้องการสั่งซื้อกับบริษัทได้มีทั้งนำเนื้อสัตว์ไปเสียบไม้เองหรือให้บริการเสียบไม้ให้พร้อมเพื่อเพิ่มความสะดวกในการไปจำหน่าย
       ทั้งนี้ “พิธาน” มองถึงความยั่งยืนในการทำธุรกิจทั้งแฟรนไชซีและแฟรนไชซอร์ จึงต้องการพัฒนารูปแบบสโตร์อย่างเต็มที่และทยอยลดรูปแบบคีออสเพื่อสร้างความมีมาตรฐานเดียวกันของร้านสาขา ที่แฟรนไชซอร์สามารถเข้าไปให้การดูแลระบบการบริหารจัดการและการให้การสนับสนุนต่างๆ เพื่อการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
       
       และสิ่งสำคัญตนมองถึงความตั้งใจของผู้เข้ามาลงทุนระดับเงินลงทุนหลักแสนในรูปแบบสโตร์นั้นผู้ลงทุนมีความตั้งใจในการทำธุรกิจและฝ่าฝันปัญหาที่เกินขึ้น ขณะที่การลงทุนรูปแบบคีออสหรือเงินลงทุนหลักหมื่นนั้นจะสามารถล้มเลิกกิจการกลางคันก็ได้เมื่อเจออุปสรรคหรือยกเลิกเพื่อไปประกอบกิจการหรืออาชีพอื่น ซึ่งในฐานะเจ้าของกิจการหรือแฟรนไชซอร์ต้องการผู้ลงทุนที่มีความตั้งใจพร้อมที่จะพัฒนาธุรกิจไปด้วยกันมากกว่า
       
       อย่างไรก็ตามสำหรับการขยายสาขานั้น ในปี 2553 นี้จะเน้นที่สาขาต้นแบบในรูปแบบสโตร์ จำนวน 2 สาขา ซึ่งปัจจุบันมีสาขาแรกแล้วตั้งอยู่ที่ถนนสายไหม ปากซอย 26 และ จากนั้นในปี 2554จะขยายสาขต้นแบบในรูปแบบสโตร์อีก 3-5 สาขาก่อนที่จะขายแฟรนไชส์ โดยเน้นทำเลย่านชุมชน ซึ่งเป็นปีที่ “พิธาน” จะลุยธุรกิจอาหารอย่างเต็มตัว เพราะมั่นใจการความทุ่มเทให้กับการพัมนาสินค้าหรือ Product จนรสชาติถูกปากผู้บริโภค พร้อมเล็งทำเลหรือ Place เจาะทาร์เก็ตคนวัยทำงาน และระบบหรือ System แฟรนไชส์ นำพาธุรกิจตามเป้าหมาย และตั้งเป้าการสร้างรายได้จากธุรกิจอาหารจะเป็นรายได้หลักหรือประมาณ 60—70% เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ที่ทำอยู่ในขณะนี้
       
       จุดเริ่มต้นธุรกิจอาหาร
       
       “พิธาน อิมราพร” เจ้าของธุรกิจออร์แกไนซ์ ฝากผลงานจากการจัดงานใหญ่ๆ มาหลายงาน นอกจากนี้ยังทำธุรกิจการ์เม้นท์ผลิตสินค้าจำพวกตุ๊กตาผ้าขนหนูส่งห้างสรรพสินค้าชั้นนำและภายใต้ชื่อแบรนด์ของตนเอง การทำธุรกิจต่างๆ ประสบความสำเร็จมาได้ด้วยดี แต่เมื่อเกิดวิกฤตปี 2540 ยุคฟองสบู่แตก ธุรกิจต้องประสบปัญหาอย่างหนัก
       
       แต่เมื่อเทียบกับธุรกิจร้านอาหารขนาดใหญ่ของญาติที่มีจำนวนโต๊ะมากกว่า 200 โต๊ะ ธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะพบวิกฤตแต่สามารถบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ เช่น บริหารต้นทุนสินค้าในการบริหารบุคคล และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
       เมื่อหันมองธุรกิจของตนเอง เมื่อวิกฤตมาแทบจะล้มทั้งยืนหรือบางกิจกรรมก็ต้องเลิกทำไป เช่น ธุรกิจการ์เม้นท์ ซึ่งมองเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งธุรกิจต่างๆ ที่ “พิธาน” ทำนั้น เขามองว่าไรไซเคิลของธุรกิจสั้นกว่าธุรกิจอาหาร
       
       ด้วยความที่ “พิธาน” คลุกคลีกับผู้คนในวงธุรกิจมามากและวิกฤตในครั้งนั้น ทำให้เขาสนใจ “ธุรกิจอาหาร” อย่างจริงจัง และสนใจกับอาหารทานเล่นอย่าง “สะเต๊ะ” เพราะมองว่าเป็นอาหารทานเล่นที่ทุกเพศ วัยรู้จัก และสามารถรับประทานได้ทุกกลุ่มอายุทุกภาคของประเทศ
       ธุรกิจจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยคิดค้น ผงหมักเนื้อสัตว์ และเครื่องแกง ซึ่งทำสำเร็จรูปในรูปแบบผง ในปีแรกทำให้เขาขยายสาขาได้มากถึง 9 สาขา และด้วยรสชาติความอร่อยของสะเต๊ะ ทำให้สะเต๊ะยิ้มสยามออกสื่อต่างๆ จำนวนมากทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ
       
       แต่เมื่อดำเนินธุรกิจไปได้ระยะหนึ่ง เขากลับเห็นปัญหาในการดำเนินธุรกิจเครือข่าย อับดับแรกรายได้ที่เข้ามาที่เขาเป็นผู้จำหน่ายผงหมักและเครื่องแกง กำไรที่เขาได้จากสินค้าเหล่านี้ไม่มากแม้สินค้าจากสะเต๊ะที่ลูกค้าขายจะขายได้ดีก็ตาม และไม่สามารถควบคุมหรือดูแลทำเลสาขาได้ขึ้นอยู่กับลูกค้าสนใจทำเลใดก็ไปเปิด ทำให้หลายสาขามียอดขายไม่ดี ทำให้เขาเริ่มมองหาธุรกิจที่มีรูปแบบหรือมีมาตรฐานเดียวกันในทุกสาขาที่เปิดบริการ
       จากนั้น “พิธาน” จึงได้เข้าอบรมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใต้โครงการ B2B รุ่น 12 หลังจากที่ได้ลองผิดลองถูกกับการทำธุรกิจมาแล้ว และปรับธุรกิจใหม่ทั้งหมดเพื่อเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบ
       
       ลงทุนกับ 'สะเต๊ะยิ้มสยาม'
       
       รูปแบบ ขนาด เงินลงทุน
       
       Satay Store 1.5 เมตร 656,000 บาท
       Satay Shop 1.5*2 เมตร 96,000 บาท
       Satay Kiosk 25 ตร.ม. 56,000 บาท
       
       *ประมาณการณ์คืนทุนทั้ง 3 รูปแบบที่ 3 เดือน
       *ราคาลงทุนรวมอุปกรณ์พร้อมขาย
       
       ที่มา : ผู้จัดการรายสัปดาห์

 

บทความ

Prev Next

รางน้ำฝนเข้าตะเข็บเพิ่มความคงทนแข็งแรง

รางน้ำฝนเข้าตะเข็บเพิ่มความคงทนแข็งแรง

รางน้ำฝนใช้วิธีเข้าตะเข็บแบบท่อแอร์ ซึ่งจะให้ความคงทนแข็งแรงสูง    

Administrator - avatar Administrator 24 เม.ย. 2012 Hits:221 รางน้ำฝน

Read more

รางน้ำฝนเส่วนตกแต่งเพิ่มะความสวยงาม

รางน้ำฝนเส่วนตกแต่งเพิ่มะความสวยงาม

รางน้ำฝนเป็นส่วนตกแต่งเพิ่มเติมของบ้านที่ได้ทั้งประโยชน์และความสวยงาม การเลือกใช้รางน้ำฝนจึงต้องเลือกให้เข้ากับลักษณะของตัวบ้านจึงจะช่วยให้ตัวบ้านดูดีขึ้น นอกจากนั้นรางน้ำฝนยังช่วยป้องกันไม่ให้น้ำฝนจากหลังคาตกบนสนามหญ้า แปลงไม้ดอก สระน้ำหรือบ่อเลี้ยงปลาซึ่งบางครั้งน้ำฝนจากหลังคาจะชะล้างเอาสิ่งสกปรกบนหลังคาลงไปทำให้น้ำในสระขุ่น เสียทัศนียภาพและมีค่าดูแลรักษาเพิ่มขึ้น รางน้ำฝนนอกจากจะมีประโยชน์ดังกล่าวแล้ว บางครั้งอาจจะเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาน้ำไหลเข้าบ้าน ทำให้ฝ้าเพดานเสียหาย ทั้งนี้เพราะรางน้ำฝนเกิดการอุดตันโดยเฉพาะบ้านรูปแบบสไตล์โมเดิร์นที่ไม่มีชายคาและรางน้ำฝนที่ซ่อนไว้เพื่อความสวยงาม การติดตั้งรางน้ำฝนสามารถทำได้ทั้งในขณะที่บ้านกำลังก่อสร้างหรือเมื่อบ้านก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากเป็นการติดตั้งในขณะที่บ้านกำลังก่อสร้าง วิศวกรสามารถออกแบบให้รางน้ำฝนอยู่ในช่องที่ปิดซ่อนเพื่อให้ดูสวยงาม ไม่เห็นท่อระเกะระกะตามตัวบ้าน หากติดตั้งหลังจากที่บ้านสร้างเสร็จแล้วอาจจะติดตั้งในลักษณะที่เก็บซ่อนได้ยากและต้องเลือกรูปทรง ขนาดของรางน้ำฝนให้เข้ากับตัวบ้านจึงจะดูสวยงาม การติดตั้งในลักษณะหลังนี้ต้องใช้ช่างที่เชี่ยวชาญงานในด้านนี้โดยเฉพาะ การเลือกชนิดของรางน้ำฝนจึงต้องพิจารณาถึงรูปแบบ ความคงทน และอายุการใช้งาน เพราะในขณะที่รองรับน้ำฝนอยู่นั้น รางน้ำฝนจะมีน้ำหนักมาก หากการติดตั้งไม่แข็งแรงพออาจจะทำให้รางน้ำฝนหลุดพังลงมาได้ วัสดุที่นำมาใช้ทำรางน้ำฝนมีหลายชนิด เช่น สังกะสี, สแตนเลส เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติแข็งแรงทนทาน มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกวา 20...

Administrator - avatar Administrator 03 มี.ค. 2012 Hits:579 รางน้ำฝน

Read more

รางน้ำฝนที่พักอาศัย รางน้ำฝนโรงงาน รางน้…

รางน้ำฝนที่พักอาศัย รางน้ำฝนโรงงาน รางน้ำฝนโรงเรือน รางน้ำฝนโรงเก็บของ โทร 087-507-5850

ติดตั้งรางน้ำฝนกับเราวันนี้ บริการติดตั้งรางน้ำฝนที่พักอาศัย การเลือกขนาดรางน้ำฝนมักจะขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของหลังคา เพราะนั้นคือปริมาณของน้ำฝนที่จะไหลลงสู่รางน้ำฝน ขนาดของรางน้ำฝนที่พักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ 4 นิ้ว | 5 นิ้ว | 6 นิ้ว รางน้ำฝนขนาด 4 นิ้ว ใช้กับหลังคาที่มีความยาวไม่เกิน 5 เมตร รางน้ำฝนขนาด 5 นิ้ว ใช้กับหลังคาที่มีความยาว 5-15 เมตร รางน้ำฝนขนาด 6 นิ้ว ใช้กับหลังคาที่มีความยาวมากกว่า 15 เมตรขึ้นไป แต่ทั้งนี้จะต้องมีการวางท่อน้ำฝนเพื่อระบายน้ำ ออกจากรางได้อย่างเหมาะสมด้วย เพราะไม่เช่นนั้นน้ำฝนก็จะล้นออกจากรางได้   บริการติดตั้งรางน้ำฝนโรงงาน | รางน้ำฝนโรงเรือน |...

Administrator - avatar Administrator 19 ธ.ค. 2011 Hits:797 รางน้ำฝน

Read more
ลิขสิทธิ์ © 2012 Sangkasi.com. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย จูมล่าลายไทย
Sangkasi.com, Powered by Joomla!