|
"กาแฟวาวี" แตกไลน์บุกต่างถิ่น-ส่งออก |
|
|
|
|
เขียนโดย รางน้ำฝน
|
|
วันอังคารที่ 31 มกราคม 2012 เวลา 08:04 น. |
|
"กาแฟวาวี" แบรนด์ท้องถิ่นอันดับหนึ่งของเชียงใหม่ ระบุเป็นจังหวะถึงจุดเปลี่ยน มองโอกาสเติบโต ขยับขยายสาขาสู่เมืองหลวง มุ่งทำเลกลางเมือง-แหล่งชอปปิ้ง เตรียมรุกขายแฟรนไชส์ปีหน้า เล็งลงทุนครั้งใหญ่ผลิตกาแฟคั่วบด-สำเร็จรูป จับมือพันธมิตรบุกตลาดส่งออก ยิ้มรับประสบการณ์มั่นใจกาแฟเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน
|
ไกรสิทธิ์ ฟูสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟวาวี จำกัด กล่าวถึงทิศทางของกาแฟวาวีว่า กำลังจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าตลาดในเชียงใหม่ซึ่งมีร้านกาแฟนับร้อยแห่งนั้น ทำเลที่ดีๆ กำลังเหลือน้อยลงและเริ่มอิ่มตัว นอกจากนี้ กาแฟวาวียังได้พิสูจน์ตัวเองในระดับหนึ่งแล้วว่าสามารถยืนอยู่ในตลาดได้ทั้งๆ ที่กาแฟแบรนด์ดังอันดับหนึ่งระดับโลกอย่างสตาร์บัคส์มาเปิดบริการอยู่ข้างๆ กันที่สาขานิมมานเหมินทร์ เพราะฉะนั้น ในปีนี้จึงเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้ว่าจะเริ่มมองตลาดใหม่ๆ สำหรับการขยายสาขา เปิดร้านกาแฟวาวี นอกเหนือจากเชียงใหม่ แผนในปีนี้จะขาย 3 สาขา โดยจะหาทำเลที่เหมาะสมในกรุงเทพฯ 1 แห่ง ในย่านกลางเมืองหรือแหล่งชอปปิ้ง เพื่อที่จะสร้างชื่อเสียงอีกระดับหนึ่ง และพิษณุโลกกับขอนแก่น มราละ 1 แห่ง และต่อไปจะก้าวไปสู่การเติบโตด้วยการขายแฟรนไชส์ หลังจากที่ประสบความสำเร็จที่เชียงใหม่มาแล้วด้วยการเป็นร้านกาแฟแบรนด์ไทยที่เติบโตเร็วที่สุด "ที่ผ่านมาเราอยู่ได้เพราะเราต้องรู้จริงทุกเรื่องที่เกี่ยวกับกาแฟ แต่ก็เป็นแบบเรียนรู้ด้วยตัวเองหลายวิธี ช่วงแรกๆ ที่สำคัญคือการอ่าน ถามจากลูกค้า ตั้งแต่รสชาติที่ลูกค้าชอบ วิธีการชงกาแฟที่ถูกต้อง การเลือกเมล็ดพันธุ์ การจัดซื้อ จนถึงการเพาะปลูก รวมถึงการทำธุรกิจ เพื่อสามารถมองโอกาสในอนาคต และหาหนทางที่จะเติบโตต่อไป อย่างไรก็ตาม มองโอกาสว่าร้านกาแฟระดับกลางที่ชัดเจนจริงๆ ยังมีน้อย จึงเป็นช่องทางสำหรับกาแฟวาวี" ปัจจุบัน กาแฟวาวีมี 8 สาขา อยู่ในเชียงใหม่ทั้งหมด ที่ถนนนิมมานเหมินทร์ 3 ร้าน, สุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์, ศูนย์วิชาการนานาชาติม.ช., เจเจมาร์เก็ต, ดอยสะเก็ต และแฟรนไชส์ที่ลากูน่าโฮม
|
อนาคตเติบโตด้วยแฟรนไชส์ สำหรับแฟรนไชส์ที่วางแผนไว้จะต้องเริ่มจากความสำเร็จของธุรกิจที่มีให้ลูกค้าเห็นก่อนเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน สำหรับการลงทุนที่เหมาะสมควรจะมีที่นั่งไม่ต่ำกว่า 20-30 ที่นั่ง ส่วนรูปแบบกำหนดไว้ 3 แบบ คือ 1. ลงทุนระหว่าง 3.5-5 ล้านบาท พื้นที่ขนาด 100 ตารางเมตรขึ้นไป สามารถตั้งเครื่องคั่วสำหรับโชว์ให้เห็นความสดและเป็นสีสันของร้านได้ 2.ลงทุนระหว่าง 2-2.5 ล้านบาท ใช้พื้นที่ขนาด 60-70 ตารางเมตร และ3.ลงทุนระหว่าง 1.5-2 ล้านบาท ใช้พื้นที่ขนาด 50 ตารางเมตร เป็นรูปแบบคีออส โดยกำหนดค่าแรกเข้า 3 แสนบาท ระยะเวลาครอบครองสิทธิ์ 5 ปี ค่าลอยัลตี้ 3%ของยอดขายที่หักต้นทุนเบื้องต้นของสินค้าแล้ว ค่าการตลาด 3% และเงินประกันความเสียหาย 1 แสนบาท ใช้เป็นเครดิตในการซื้อสินค้า ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมนอกจากระบบที่วางไว้แล้ว ยังมีการป้องกันด้วยการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมระบบมาตรฐาน ดูแลตั้งแต่การผลิต และการจัดการร้านให้มีประสิทธิภาพ มีการจัดหาพนักงานและระบบซอฟท์แวร์ในการบริหาร ด้วยจุดขายของรสชาติ บรรยากาศ และราคา พร้อมกับการมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในส่วนสไตล์ของร้านมีการออกแบบตกแต่งเป็นแนวร่วมสมัย ผสมกับมีความเป็นธรรมชาติ มีโทนสีและการบริการเป็นแบบฉบับเฉพาะตัว และมีจุดแข็งอยู่ที่การมีมีโรงคั่วกาแฟเอง ดูแลเรื่องการปลูก ทำให้ได้มาตรฐานที่ดีในรสชาติ "แต่สำหรับปีนี้ยังเป็นปีแห่งการทดลองตลาด เพื่อจะเริ่มทำตลาดและขายอย่างจริงจังในปีหน้า เพราะต้องการให้เกิดความพร้อมก่อน อย่างไรก็ตาม ยังไม่กำหนดเป้าหมายที่แน่ชัด แต่อยากจะให้มีสาขาในสัดส่วน 30%ของสาขาที่เปิดทั้งหมด ปัจจุบัน มีแฟรนไชส์รายแรกเปิดร้านแล้วประมาณ 3 เดือน อยู่ในระหว่างการดูผลว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อจะนำมาพัฒนาให้ดีขึ้นและแก้ปัญหาที่คิดไม่ถึง" ไกรสิทธิ์ ผู้ปลุกปั้นกาแฟวาวี กล่าวถึงแนวทางธุรกิจ ในเชิงลึกของการพัฒนาธุรกิจ กาแฟวาวีกำลังจะเตรียมจัดตั้งสหกรณ์ชาวบ้าน กำลังศึกษารูปแบบที่ชัดเจนของโครงการปลูกกาแฟช่วยรักษาต้นน้ำ ซึ่งในหลักการจะเป็นการปลูกกาแฟแซมกับป่า ไม่จำเป็นต้องตัดป่า เริ่มแรกใช้พื้นที่ 1,000-2,000 ไร่ ที่อำเภอแม่แตง จะได้กาแฟประมาณ 2-3 ตันต่อเดือน นอกจากนี้ ยังจะทำโครงการกองทุนกาแฟเหนือ เป็นโครงการเกี่ยวกับการบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคม
|
เล็งแทรกตัวเจาะกาแฟชนิดแพ๊ก นอกจากการขยายช่องทางใหม่แล้ว ในด้านของตัวสินค้า กาแฟวาวีกำลังวางแผนที่จะลงทุนครั้งใหญ่ซึ่งในครั้งนี้คาดว่าจำเป้นต้องอาศัยเงินกู้จากธนาคาร จากเดิมที่ใช้เงินหมุนเวียนในธุรกิจในการขยายตัวมาตลอด เพราะคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 20-50 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนโรงงาน และทำตลาดกาแฟคั่วบดกับกาแฟสำเร็จรูปเพื่อการส่งออก คาดว่าจะสามารถตั้งโรงงานได้ประมาณกลางปี 2550 นอกจากนี้ จะทำไร่กาแฟเองเพื่อควบคุมมาตรฐานของเมล็ดกาแฟได้ดีขึ้น โดยได้ร่วมกับบริษัทซันสวีท เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการผลิตกาแฟ และบริษัท ฟู้ดแลนด์ เบเวอร์เรจ เซอร์วิส จำกัด ในการทำการตลาด ในส่วนหนึ่งเห็นว่าตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ เช่น ประเทศในกลุ่มรัสเซีย และยุโรปเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจ มองประสบการณ์ธุรกิจกาแฟ ในด้านภาพรวมการแข่งขันธุรกิจร้านกาแฟไกรสิทธิ์ มองว่า คู่แข่งที่เข้ามาเป็นการช่วยสร้างตลาดให้ใหญ่ขึ้น และทำให้เกิดการพัฒนาตัวเอง ซึ่งในส่วนของกาแฟวาวีซึ่งเป็นร้านกาแฟสดยิ่งจะต้องสร้างเอกลักษณ์ให้เด่นชัดขึ้นเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายได้เหนียวแน่นและตรงมากขึ้น ในฐานะที่เป็นคนเชียงใหม่ เจ้าของธุรกิจกาแฟวาวี แสดงความคิดเห็นถึงความหมายของคำว่าปราบเซียนสำหรับการทำธุรกิจในเชียงใหม่ว่า หมายถึง ทุกอย่างอยู่ด้วยความสัมพันธ์ ถ้าทำให้คนเชียงใหม่รู้สึกได้ว่าธุรกิจหรือร้านหรือสินค้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเชียงใหม่ เป็นของคนเชียงใหม่ ก็จะทำให้ธุรกิจนั้นอยู่รอดและเติบโตไปได้ สำหรับนักธุรกิจหรือนักบริหารต่างถิ่น เมื่อต้องอาศัยบุคลากรหรือกลุ่มเป้าหมาย หากมีความเข้าใจก็จะทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ในธุรกิจกาแฟ มองว่าน่าจะเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้ เพราะเป็นธุรกิจที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีผลกระทบบ้าง แต่ตลาดมีความต้องการ การเร่งเปิดสาขาเพื่อเร่งชิงทำเลที่ดีและป้องกันคู่แข่งเข้ามาในตลาด รวมทั้งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เห็นความสามารถในการบริหารธุรกิจให้เติบโตได้ อย่างไรก็ตาม ความยากในการบริหารอยู่ที่การบริหารคน ซึ่งต้องอาศัยการอบรมและพัฒนา ควบคู่ไปกับการให้แรงจูงใจ "กาแฟวาวี" เป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่เติบโตมาจากคนไทยที่คิดจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ยั่งยืน
|
|