Home บทความ สแตนเลส
เครื่องใช้ สังกะสี สแตนเลส
รับสั่งทำเครื่องใช้ สังกะสี สแตนเลส PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2010 เวลา 10:15 น.

 

เครื่องใช้สังกะสี-สแตนเลส

  • อุปกรณ์ทำอาหาร
  • ลังสังกะสี
  • กรวยสำหรับของเหลว
  • ชั้นวางของ

รับติดตั้งรางน้ำฝน ลูกหมุนระบายอากาศ ปล่องดูดควัน ท่อดักแอร์ งานสแตนเลส สังกะสีทุกชนิด

บริการ รับติดตั้ง ออกแบบ สั่งทำ รางน้ำฝน ปล่องควัน ลูกหมุนระบายอากาศ ท่อดักแอร์ งานสังกะสี รางน้ำฝนทั้งสแตนเลสและสังกะสีพร้อมให้คำแนะนำ

โดยทีมช่างผู้ชำนาญงาน ประสพการณ์กว่า30ปี ชลบุรี / ฉะเชิงเทรา / สมุทรปราการ โทร. 087-507-5850

หรือ E-mail มาที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 25 เมษายน 2012 เวลา 00:13 น.
 
รับสั่งทำ ซิงค์ล้างจาน อ่างล้างจาน สังกะสี สแตนเลส PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2010 เวลา 10:08 น.

 

ซิงค์ล้างจาน ซิงค์ล้างจาน สังกะสี

 

ซิงค์ล้างจาน อ่างล้างจาน

  • แบบหุ้มสังกะสี+หลุมซิงค์สแตนเลส ราคาย่อมเยา
  • แบบหุ้มสแตนเลส+หลุมซิงค์สแตนเลส มีความทนทานสูง

ทั้ง 2 แบบสามารถระบุขนาดของหลุมซิงค์เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานได้

 

รับติดตั้งรางน้ำฝน ลูกหมุนระบายอากาศ ปล่องดูดควัน ท่อดักแอร์ งานสแตนเลส สังกะสีทุกชนิด

บริการ รับติดตั้ง ออกแบบ สั่งทำ รางน้ำฝน ปล่องควัน ลูกหมุนระบายอากาศ ท่อดักแอร์ งานสังกะสี รางน้ำฝนทั้งสแตนเลสและสังกะสีพร้อมให้คำแนะนำ

โดยทีมช่างผู้ชำนาญงาน ประสพการณ์กว่า30ปี ชลบุรี / ฉะเชิงเทรา / สมุทรปราการ โทร. 087-507-5850

หรือ E-mail มาที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 03 กันยายน 2011 เวลา 21:12 น.
 
รับสั่งทำตู้ เตาแก๊ส สังกะสี สแตนเลส PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2010 เวลา 10:11 น.

โต๊ะเตาแก๊ส  โต๊ะเตาแก๊ส เตาปิ้ง

 

ตู้-โต๊ะเตาแก๊ส

  • เตาปิ้ง-ย่างแบบ 1 หัวแก๊ส / 2 หัวแก๊ส / 3 หัวแก๊ส
  • เตาปิ้ง-ย่าง (ทุกขนาด)
  • เตาปิ้งออกแบบเป็น 2 ชั้น มีช่องเปิดสำหรับถ่านทางด้านหน้า

รับติดตั้งรางน้ำฝน ลูกหมุนระบายอากาศ ปล่องดูดควัน ท่อดักแอร์ งานสแตนเลส สังกะสีทุกชนิด

บริการ รับติดตั้ง ออกแบบ สั่งทำ รางน้ำฝน ปล่องควัน ลูกหมุนระบายอากาศ ท่อดักแอร์ งานสังกะสี รางน้ำฝนทั้งสแตนเลสและสังกะสีพร้อมให้คำแนะนำ

โดยทีมช่างผู้ชำนาญงาน ประสพการณ์กว่า30ปี ชลบุรี / ฉะเชิงเทรา / สมุทรปราการ โทร. 087-507-5850

หรือ E-mail มาที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2011 เวลา 00:52 น.
 
ความรู้เกี่ยวกับสแตนเลส วิธีการดูแลรักษาสแตนเลส วิธีทำความสะอาดสแตนเลส PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 31 สิงหาคม 2011 เวลา 09:03 น.

สแตนเลส คืออะไร

สแตนเลส หรือ ตามศัพท์บัญญัติเรียกว่า เหล็กกล้าไร้สนิม เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำ(น้อยกว่า 2%)ของน้ำหนัก มีส่วนผสมของโครเมียม อย่างน้อย 10.5% กำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.1903 เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่า การเติมนิเกิล โมบิดินัม ไททาเนียม ไนโอเนียม หรือโลหะอื่นแตกต่างกันไปตามชนิด ของคุณสมบัติเชิงกล และการใช้ลงในเหล็กกล้าธรรมดา ทำให้เหล็กกล้ามีความต้านทานการเกิดสนิมได้ แผ่นสแตนเลส

ประเภทของสแตนเลส

  • เกรด ออสเตนิติก (Austenitic) แม่ เหล็ดดูดไม่ติด นอกจากส่วนผสมของโครเมียม 18%แล้ว ยังมีนิเกิลที่ช่วยเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อนอีกด้วย ชนิดออสเตนิติกเป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางมากที่สุด ในบรรดาสแตนเลสด้วยกัน ส่วนออสเตนิติกที่มีโครเมียมผสมอยู่สูง 20% ถึง 25% และนิกเกิล 1%ถึง 20% จะสามารถทนการเกิดออกซิไดซ์ได้ที่อุณหภูมิสูง ซึ่งใช้ในส่วนประกอบของเตาหลอม ท่อนำความร้อน และแผ่นกันความาร้อนในเครื่องยนต์ จะเรียกว่า เหล็กกล้าไร้สนิม ชนิดทนความร้อน (Heat Resisting Steel)
  • เกรดเฟอร์ริติก (Ferritic) แม่เหล็กดูดติด มีส่วนผสมของคาร์บอนต่ำ และมีโครเมียมเป็นส่วนผสมหลัก คือประมาณ 13% หรือ 17%
  • เกรดมาร์เทนซิติก (Martensitic) แม่ เหล็กดูดติด โดยทั่วไปจะมีโครเมียมผสมอยู่ 12%และมีส่วนผสมของคาร์บอนในระดับปานกลาง มักนำไปใช้ทำส้อม มีด เครื่องมือตัด และเครื่องมือวิศวกรอื่นๆ ซึ่งต้องการคุณสมบัติเด่นในด้าน การต้านทานการสึกกร่อน และ ความแข็งแรงทนทาน
  • เกรดดูเพล็กซ์ (Duplex) แม่เหล็กดูดติด มีโครงสร้างผสมระหว่างเฟอร์ไรต์และออสเตไนต์ มีโครเมียมผสมอยู่ประมาณ 18-28% และนิเกิล 4.5-8% เหล็กชนิดนี้มักถูกนำไปใช้งานที่มีคลอรีนสูงเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกัด กร่อนแบบรูเข็ม (Pitting corrosion) และช่วยเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน ที่เป็นรอยร้าวอันเนื่องมาจากแรงกดดัน (Stress corrosion cracking resistance) เหล็กกล้าชุบแข็งแบบตกผลึก (Precipitation Hardening Steel) มีโครเมียมผสมอยู่ 17 % และมีนิเกิล ทองแดง และไนโอเบียมผสมอยู่ด้วย เนื่องจากเหล็กชนิดนี้สามารถชุบแข็งได้ในคราวเดียว จึงเหมาะสำหรับทำแกน ปั้ม หัววาล์ว และส่วนประกอบของอากาศยาน สแตนเลส สตีล ที่นิยมใช้ทั่วไปคือ ออสเตนิก และเฟอร์ริติก ซึ่งคิดเป็น 95%ของเหล็กกล้าไร้สนิม ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

สแตนเลสสำเร็จรูป

  • สแตนเลสเส้น (Stainless Bar)
  • สแตนเลสเส้นกลม (Stainless Round Bar)
  • สแตนเลสเส้นสี่เหลี่ยม (Stainless Square Bar)
  • สแตนเลสเส้นหกเหลี่ยม (Stainless Hexagon Bar)
  • สแตนเลสเส้นฉาก (Stainless Angle)
  • เส้นแบน (Stainless Flat Bar)
  • แผ่น (Stainless Sheet) No. 304, 316L, 430
  • สแตนเลสแผ่นเรียบ (Stainless steal sheet)
  • สแตนเลสแผ่นลายกันลื่น Checker plate stainless steel
  • สแตนเลสแผ่นเจาะรู
  • แป๊ปสแตนเลส (Stainless Pipe) No. 304, 316L, 420
  • แป๊ปสแตนเลสเงา (Stainless steal solid pipe)
  • แป๊ปสแตนเลสด้าน (Stainless steel pipe ASTM)
  • แป๊ปสแตนเลสด้านมีตะเข็บ
  • แป๊ปสแตนเลสด้านไม่มีตะเข็บ (Seamless stainless pipe)
  • แป๊ปสแตนเลสกลม (Round stainless pipe)
  • แป๊ปสแตนเลสสี่เหลี่ยม (Square stainless steal pipe)

คุณสมบัติทางกายภาพของสแตนเลส

คุณสมบัติทางกายภาพของ สแตนเลส เมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุประเภทอื่น ค่าที่แสดงในตารางที่1 เป็นเพียงค่าประมาณ เนื่องจากการเปรียบเทียบทำได้ยาก ค่าความหนาแน่นสูงของสแตนเลสแตกต่างจากวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของคุณสมบัติเกี่ยวกับความร้อนความสามารถ ทนความร้อนของสแตนเลส มีข้อสังเกต 3 ประการคือ
  • การที่มีจุดหลอมเหลวสูง ทำให้มีอัตราความคืบดี เมื่อเทียบกับเซรามิก ที่อุณหภูมิ ต่ำกว่า 1000 องศา C°
  • การที่มีค่านำความร้อนระดับปานกลาง ทำให้สแตนเลสเหมาะที่จะใช้ในงานที่ต้องทนความร้อน (คอนเทนเนอร์) หรือต้องการคุณสมบัตินำความร้อนได้ดี (เครื่องถ่ายความร้อน)
  • การมีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวระดับปานกลาง จึงสามารถใช้ความยาวมากๆได้ โดยใช้ตัวเชื่อมน้อย (เช่น ในการทำหลังคา)

คุณสมบัติเชิงกลของสแตนเลส

สแตนเลสโดยทั่วไปจะ มีส่วนผสมของเหล็กประมาณ 70-80% จึงทำให้มีคุณสมบัติของเหล็กที่สำคัญ 2 ประการคือ ความแข็งและความแกร่ง ในตารางที่ 2นี้ เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติเชิงกลกับวัสดุชนิดอื่น จะเห็นได้ว่าพลาสติกซึ่งเป็นวัสดุที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางมีความแข็งแรง และโมดูลัส ความยืดหยุ่นต่ำ ส่วนเซรามิกมีความแข็งแรงและความเหนียวสูงแต่มีความแกร่งหรือความสามารถรับ แรงกระแทกโดยไม่แตกหักต่ำ สแตนเลสให้ค่า ที่เป็นกลางของทั้งความแข็ง ความแกร่ง และความเหนียว เรนื่องจากมีส่วนผสมของธาตุเหล็กอยุ่มาก และจะมีเพิ่มขึ้นอีกในชนิดออสเตนิติก และตารางที่ 3 จะแสดงให้เห็นค่าความแข็งแรงสูงสุด (Ultimate Tensile Strength) ของสแตนเลส ไม่ว่าจะชนิดที่อ่อนตัวง่าย ซึ่งสามารถทำให้ขึ้นรูปเย็นได้ดี เช่น การขึ้นรูปลึก (Deep Drawing) จนถึงชนิดความแข็งแรงสูงสุด ซึ่งได้จากการขึ้นรูปเย็นหรือการทำให้เย็นตัวโดยเร็ว (Quenching) หรือชนิดชุบแข็ง แบบตกผลึก (Preciptation Hardening) ซึ่งเหมาะใช้ทำสปริง

ท่อสแตนเลส

ประโยชน์ของการใช้งานสแตนเลส

  • ใช้ในสิ่งแวดล้อมที่กัดกร่อน (Corrosive Environment)
  • งานอุณหภูมิเย็นจัด ป้องกันการแตกเปราะ
  • ใช้งานอุณหภูมิสูง (High temperature)ป้องกันการเกิดคราบออกไซด์ (scale) และยังคงความแข็งแรง
  • มีความแข็งแรงสูงเมื่อเทียบกับมวล (High strength vs. mass)
  • งานที่ต้องการสุขอนามัย(Hygienic condition) ต้องการความสะอาดสูง
  • งานด้านสถาปัตยกรรม (Aesthetic appearance) ไม่เป็นสนิม ไม่ต้องทาสี
  • ไม่ปนเปื้อน (No contamiation) ป้องกันการทำ ปฏิกิริยากับสารเร่งปฏิกิริยา
  • ต้านทานการขัดถูแบบเปียก (Wet abrasion resistance)
การนำมาใช้ทำผลิตภันท์ขึ้นรูป

การเลือกใช้หรือซื้อสแตนเลส

ผู้ซื้อหรือผู้ใช้ควรมีความรู้พื้นฐานสักเล็กน้อยในเรื่องดังต่อไปนี้
  • ความรู้เกี่ยวกับวัสดุ - ความรู้จะช่วยการตัดสินใจไม่เกิดปัญหาผิดพลาดและประหยัดราคา
  • ความรู้เรื่องเกรดของวัสดุ- เลือกใช้เกรดวัสดุ ถูกต้อง ลดความเสี่ยง ช่วยลดหรือประหยัดจากการใช้วัสดุราคาแพงได้
  • ความรู้ในการออกแบบ- การออกแบบที่ดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการประกอบ
  • ความรู้ในการตกแต่งผิว- การตกแต่งผิวทำให้ดู สวยงามและมีราคาเพิ่มขึ้น
  • การประยุกต์ใช้ในงานตกแต่งหรืองานเครื่องใช้ภายในบ้าน- ใช้เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงหรือแก้ไข
  • การใช้การวางแผนการผลิต - การวางแผนการผลิตจะช่วย ประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์

วิธีทำความสะอาดสแตนเลส

  • รอยเปื้อน : รอยนิ้วมือ
    วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : ล้างด้วยสบู่ ผงซักฟอก หรือสารทำละลาย เช่น แอลกอฮอล์ หรือ อะซีโตน ( Acetone) แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจนสะอาด จากนั้นเช็ดให้แห้ง
  • รอยเปื้อน : น้ำมัน คราบน้ำมัน 
    วิธีทำความสะอาด : ล้างด้วยสารละลายไฮโดรคาร์บอน / ออร์กานิก (เช่น แอลกอฮอล์) แล้วล้างออกด้วยสบู่ /ผงซักฟอกอย่างอ่อน และน้ำ ล้างออกด้วยน้ำเย็น และเช็ดให้แห้ง แนะนำให้จุ่มชิ้นงานให้โชกก่อนล้างในน้ำสบู่อุ่น ๆ
  • รอยเปื้อน : สี
    วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : ล้างออกด้วยสารละลายสี ใช้แปลงไนล่อนนุ่ม ๆ ขัดออก แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นและเช็คให้แห้ง
  • เปลี่ยนสีเนื่องจากความร้อน
    วิธีทำความสะอาดสแตนเลส :ทาครีม (เช่น บรัสโซ) ลงบนแผ่นขัดที่ไม่ได้ทำจากเหล็ก แล้วขัดคราบที่ติดบนสแตนเลสออก ความร้อนขัดไปในทิศทางเดียวกันกับพื้นผิว ล้างออกด้วยน้ำเย็น และเช็ดให้แห้ง
  • รอยเปื้อน : ฉลากและสติ๊กเกอร์
    วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : แช่ ในน้ำสบู่ร้อนๆ ก่อนจะลอกฉลากและทำความสะอาดกาวที่ติดอยู่ออกด้วยเมทิลแอลกอฮอล์ ( Methylated Spirit) หรือน้ำมันเบนซิน จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอก ล้างออกอีกทีด้วยน้ำร้อน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเนื้อนุ่ม
  • รอยเปื้อน :รอยน้ำ ตะกรัน
    วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : รอยที่เห็นชัดสามารถลดเลือนได้ด้วยการแช่ไว้ในน้ำส้มสายชู 25% หรือกรดไนตริก 15% จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอก และล้างออกอีกครั้งให้สะอาดด้วยน้ำร้อน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเนื้อนุ่ม
  • รอยเปื้อน : สารแทนนิน จากชาหรือกาแฟ
    วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : ล้าง ด้วยน้ำร้อนผสมโซดาซักผ้า (โซเดียมไบคาร์บอเนต) จากนั้นล้างตามด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอก ล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำร้อน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเนื้อนุ่ม
  • รอยเปื้อน : คราบสนิม
    วิธีทำความสะอาดสแตนเลส : แช่ส่วนที่ขึ้นสนิมในน้ำอุ่นผสมสารละลาดกรดไนตริกในสัดส่วน 9:1 เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือทาพื้นผิวที่ขึ้นสนิมด้วยสารละลายกรดออกซาลิก ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็นและเช็ดให้แห้งหรือ ในกรณีของคราบสนิมที่ติดทนและยากต่อการกำจัด อาจต้องใช้เครื่องจักรช่วยขัดทำความสะอาด

การดูแลรักษาสแตนเลส

  • หากไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำ ควรทำความสะอาดทันทีที่พบรอยเปื้อนและฝุ่น
  • ในการทำความสะอาดควรเริ่มจากวิธีและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนที่สุดก่อน เสมอและทดลองทำความสะอาดเป็นบริเวณเล็กๆ ก่อนเพื่อให้มั่นใจถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
  • ใช้น้ำอุ่นเพื่อช่วยขจัดความมันของน้ำมันหรือจาระบี
  • ในขั้นตอนสุดท้ายของการทำความสะอาด ให้ใช้น้ำสะอาดล้างและเช็ดให้แห้งด้วยผ้าเนื้อนุ่มหรือกระดาษชำระแผ่นใหญ่ทุกครั้ง
  • เมื่อใช้กรดทำความสะอาดสแตนเลส ควรใช้มาตรการป้องกันและระมัดระวังอย่างเหมาะสม
  • ล้างเครื่องใช้ที่ทำจากสแตนเลสทันทีที่เตรียมอาหารเสร็จเสมอ
  • หลีกเลี่ยงรอยเปื้อนที่เกิดจากเหล็กโดยไม่ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดที่ทำจาก โลหะ หรืออุปกรณ์ที่เคยนำไปทำความสะอาดชิ้นส่วนที่ผลิตจากเหล็กกล้าคาร์บอน (Carbon Steel) มาก่อน
  • กรณีที่ไม่แน่ใจในวิธีทำความสะอาดหรือพบรอยเปื้อนที่ไม่สามารถขจัดออกได้ ให้ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

พื้นผิวสแตนเลส

สิ่งที่ไม่ควรทำกับพื้นผิวสแตนเลส

  • อย่าเคลือบสแตนเลสด้วยขี้ผึ้งหรือสารที่มีความมัน เพราะจะทำให้ฝุ่นหรือรอยเปื้อนติดบนพื้นผิวได้ง่ายขึ้นและทำความสะอาดออกได้ยาก
  • อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอไรด์ ( Chlorides) และ เฮไลด์ ( Helides) เช่น โบรไมน์ ( Bromine) ไอโอดีน ( Iodine) และ ฟลูออรีน (Fluorine)
  • อย่าใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทำความสะอาดสแตนเลส
  • อย่าใช้กรดไฮโดรคลอริค ( HCI) ในการทำความสะอาด เพราะจะทำให้เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็มและแบบเป็นรอยร้าวได้ ( Pitting and Stress Corrosion Cracking)
  • อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่แน่ใจ
  • อย่าใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องเงิน
  • อย่าใช้ปริมาณสบู่และผงซักฟอกมากเกินไปในการทำความสะอาด เพราะอาจทิ้งคราบไว้บนพื้นผิวได้
  • อย่าทำความสะอาดส่วนที่มีคราบฝังแน่นในขั้นตอนเดียว ควรทำความสะอาดเบื้องต้นก่อนขจัดคราบฝังแน่น
 
การค้นพบธาตุสแตนเลสครั้งแรก PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สังกะสี   
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2011 เวลา 14:20 น.

กำเนิดขึ้นในค.ศ. 1903 เมื่อนักโลหะวิทยาพบว่าการเติมโครเมียมลงในเหล็กกล้าธรรมดาทำให้เหล็กต้านทานการเกิดสนิม ต้านทานการกัดกร่อนได้ โดยเหล็กกล้าไร้สนิมจะสร้างฟิล์มโครเมี่ยมออกไซด์ที่บางจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และแน่น ปกป้องเหล็กกล้าจากบรรยากาศภายนอก ทำหน้าที่เป็นชั้นป้องกันการกัดกร่อนที่มีประสิทธิภาพยิ่ง และสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เองทันทีหากพื้นผิวถูกขีดข่วนทำลาย


งานวิจัยของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิเคราะห์ความเป็นกรดและปริมาณอิออนคลอไรด์ของอาหารไทยที่เลือกมาใช้เป็นตัวอย่างทดสอบการกัดกร่อนของเหล็กกล้าไร้สนิมในสารละลายอาหารไทย สรุปได้ว่า อาหารไทยที่มีรสเปรี้ยวจัดทำให้มีอิออน Ni(II) ละลายออกจากเหล็กกล้าไร้สนิมเข้าสู่อาหารได้มากกว่า ขณะที่อาหารไทยที่มีรสเค็มจัดทำให้มีอิออน Cr(III) ละลายออกจากเหล็กกล้าไร้สนิมเข้าสู่อาหารได้มากกว่า
และจากการตรวจวัดปริมาณ Cr(III) และ Ni(II) ที่ละลายออกมาปนอยู่ในอาหารไทย ตัวอย่าง พบว่าในอาหารทุกชนิดมีอิออนทั้งสองเข้มข้นเกินเกณฑ์สูงสุดที่ร่างกายรับได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคมีโอกาสรับปริมาณ Cr(III) และ Ni(II) ในแต่ละวันเพียงน้อยนิด เพราะไม่ได้บริโภคอาหารที่นำมาเป็นตัวแปรเข้าไปทั้งหมด แต่การรับสารโลหะหนักโดยการกินเข้าไปในรูปของการปะปนอยู่ในอาหาร น้ำ และอื่นๆ ในกรณีที่กินเป็นจำนวนมาก จะทำให้ให้เยื่อบุทางเดินอาหารระคายเคืองจนถึงอักเสบและเลือดออกได้ สำหรับโลหะส่วนที่ดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท เลือด ตับ และไต


ในการเลือกซื้อเลือกใช้ควรพิจารณาว่าภาชนะนั้นๆ ผ่านมาตรฐานกระทรวงอุตสาหกรรมหรือไม่ ถ้าผ่านแล้วกลิ่นที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางเคมี (หม้ออาจผ่านการปรุงอาหารนานาชนิดมาก่อนหน้านี้) เพราะหม้อสแตนเลสสำหรับใช้เป็นภาชนะหุงต้มต้องมีการทดสอบเพื่อการใช้งานเฉพาะอย่างไป

สารบบเครื่องครัวยุคปัจจุบัน ส่วนที่เกี่ยวกับโลหะ ยกให้สเตนเลสเป็นภาชนะที่ดีที่สุด จะมีข้อเสียก็คือน้ำหนักมากกว่าเครื่องครัวจากวัสดุชนิดอื่น

 

ที่มา

 
ทำไมต้องใช้สเตนเลสสตีล PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สังกะสี   
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2011 เวลา 14:19 น.

ทำไมต้องใช้สเตนเลสสตีล

  • ความต้านทานต่อการกัดกร่อน (Corrosion resistance)

สเตนเลสทุกเกรดมีความต้านทานต่อการกัดกร่อนสูง เกรดผสมต่ำ (Low alloyed grade) สามารถต้านทานการกัดกร่อนในบรรยากาศปกติ เกรดผสมสูง (High alloyed grade) สามารถต้านทานการกัดกร่อนในกรด, ด่าง, สารละลาย, บรรยากาศคลอไรด์ ได้เกือบทั้งหมด แม้จะมีอุณหภูมิและความดันในการใช้งานสูงก็ตาม ความต้านทานต่ออุณหภูมิสูงและอุณหภูมิต่ำ(High and Low temperature resistance) บางเกรดต้านทานต่อการเกิดสะเก็ด (Scaling) และคงความแข็งแรงที่อุณหภูมิสูงมาก ขณะที่ยังคงความเหนียวแน่น  (Toughness) ในการใช้งานที่อุณหภูมิติดลบ

  • ง่ายต่องานสร้างหรือประกอบ (Ease of fabrication)

สเตนเลสส่วนใหญ่สามารถ ตัด, เชื่อม, ขึ้นรูป, ตบแต่งทางกล หรือการประกอบอื่น ๆ ได้ง่าย

  • ความแข็งแรง (Strength)

สเตนเลสสามารถเพื่อความแข็งได้จากการขึ้นรูปเย็น (Cold work hardening) ทำให้สามารถออกแบบงานเพื่อลดความหนา, น้ำหนักและราคา สเตนเลสบางเกรดอาจใช้ในงานที่ทนความร้อนขณะยังคงความแข็งแรงสูง

  • การดึงดูดใจในความสวยงาม (Aesthetic appeal)

สเตนเลสทำให้ผิวสวยงามได้หลายวิธี และง่ายต่อการบำรุงรักษาให้ผิวงานมีคุณภาพสูงสามารถทำให้ สเตนเลสมีผิวสีทอง, บรอนซ์, เขียว, เงิน และสีดำ ด้วยกรรมวิธีชุบเคลือบผิวด้วยเคมี – ไฟฟ้า (Electro – chemical process)

  • คุณสมบัติด้านสุขศาสตร์ (Hygienic properties)

ความสามารถในด้านความสะอาดเป็นเหตุข้อแรกที่เลือกใช้ สเตนเลสในงานโรงพยาบาล   ห้อง – เครื่องครัว อาหารและงานด้านเภสัชกรรม วงจรชีวิตการใช้งานของสเตนเลส คือ ทนทาน การบำรุงรักษาต่ำ และค่าใช้จ่ายต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาการใช้งาน สเตนเลสสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycles) ได้ง่ายและเศษของสเตนเลสมีคุณค่าสูง

 

ที่มา

 
ความเป็นมาของสแตนเลส PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สังกะสี   
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2011 เวลา 14:18 น.

ความเป็นมาของสเตนเลส
ในปี 1913 Mr. Harry Brearley แห่งมหาวิทยาลัย Scheffield ประเทศอังกฤษได้วิจัยทดลองค้นคว้า ผสมธาตุต่าง ๆ ลงในเหล็กกล้าและดูว่าจะให้คุณภาพในด้านใด ทำให้เขาได้ค้นพบเหล็กกล้าไร้สนิม หรือเรียกกันทั่วไปว่าเหล็กกล้าสเตนเลส : Stainless steel ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าสั้น ๆ ว่า “สเตนเลส” โดยในขณะที่ทดลองผสมได้เพิ่มธาตุโครเมียม (Chromium : Cr)  มากกว่า 12% พบว่าสเตนเลสมีความต้านทานการ

กัดกร่อนในบรรยากาศแวดล้อมของกรด (Acidcorrosion) การค้นพบของเขาจึงเป็นรากฐานของการพัฒนาสเตนเลสเกรดต่าง ๆ ที่ทนต่อการกัดกร่อนในเวลาต่อมา

ต่อมาในปี 1920 ได้มีการผลิตสเตนเลสขึ้นมา 2 ชนิด ที่ใช้กันมากที่สุดในเวลานั้นคือ สเตนเลส      เกรดมาร์เทนซิติค (มีส่วนผสมของโครเมียม 13- 18% ) และสเตนเลสเกรดออสเทนนิติค (มีส่วนผสมของโครเมียม 18% และนิกเกล 8% ) ในปัจจุบันสเตนเลสจะหมายถึงเหล็กกล้าที่ต้านทานการ กัดกร่อนได้ดี ซึ่งมีส่วนผสมของโครเมียมไม่ต่ำกว่า 10.5% โดยทำให้เกิดฟิล์มเคลือบผิวถาวร (Passive film) ซึ่งมันสามารถสร้างฟิล์มโครเมียมออกไซด์นี้เคลือบผิวตัวเองได้ใหม่ ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานของอะตอมโครเมียม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สเตนเลสมีคุณสมบัติต้านทานการกัดกร่อนได้ดี

 

ที่มา

 
ลักษณะการนำไปใช้งานแผ่นสแตนเลส PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สังกะสี   
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2011 เวลา 14:17 น.

Grade ลักษณะการนำไปใช้งาน ประเภทอุตสาหกรรมที่นำไปใช้
201 - ทำพื้นรถเข็นต่างๆ - อุตสาหกรรมรถเข็น
- ทำเฟอร์นิเจอร์ - อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
- ทำแผง และอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุ - อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการขนส่ง
- ถังเก็บ, ถังแก๊ส - อุตสาหกรรมแก๊ส
- กันชนรถทุกประเภท - อุตสาหกรรมประกอบรถบรรทุก
- ท่อพักท่อไอเสีย - อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์
- ลายประดับรั้ว, ราวประเภทต่างๆ - อุตสาหกรรมทำรั้ว, ราวประตู,
หน้าต่างๆ(ใช้งานภายใน)
202 - ใกล้เคียงกับเกรด 201 แต่มี เหมือนเกรด 201
ความต้านทานการกัดกร่อนได้ดีกว่า
304 - ตู้เย็น,เครื่องทำความเย็น - อุตสาหกรรมผลิตเครื่องเย็น
- ทำเฟอร์นิเจอร์สนาม, เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานภายนอก - อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
- ถัง/แทงค์ บรรจุน้ำ - อุตสาหกรรมผลิตถังน้ำ
- เครื่องใช้เกี่ยวกับครัวเรือน เช่น - อุตสาหกรรมผลิต/สั่งทำ
เตา - โต๊ะ : อุปกร์ประกอบอาหาร เครื่องครัวอุปกรณ์,อุปกรณ์ต่างๆ
- เครื่องมือเวชภัณฑ์ ในโรงพยาบาล - อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์
- เครื่องล้างจาน, อ่างล้างจาน, ภาชนะหุงต้ม - อุตสาหกรรมเครื่องใช้ในครัวเรือน/
อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า
316 - โดยทั่วไปมีการใช้งานเหมือนเกรด 304 ซึ่งมีลักษณะการใช้งานที่กว้างกว่าเกรด 304 คือ
- งานตกแต่งอาคาร, งานสถาปัตยกรรม - อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการตกแต่งภายใน
- ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม - อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม
- ผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ,เวชภัณฑ์ - อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ต่างๆ ที่ใช้ในโรงพยาบาล
- ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้อุตสาหกรรมต่อเรือ - อุตสาหกรรมการต่อเรือ
410, 430 - ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์, สินค้าตกแต่งภายในบ้าน, อาคาร - อุตสาหกรรมตกแต่งภายในอาคาร
- เครื่องใช้, เครื่องมือบนโต๊ะอาหาร, มีด, ช้อน-ส้อม - อุตสาหกรรมเครื่องใช้ในครัวเรือน
- อุปกรณ์ ดูดฝุ่น, ท่อดูดควัน, ท่อดัก - อุตสาหกรรมผลิตท่อต่างๆ
- ใช้ทำส่วนประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ เช่น - อุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนรถยนต์
ท่อพัก, ท่อไอเสีย,ถังน้ำมัน

ที่มา

 
ความหนาสังกะสี PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 21:43 น.

ความหนาสังกะสี

มาตราฐานความหนาสังกะสีแผ่นเรียบ

เบอร์ ความหนา (mm)
28 0.35
27 0.40
26 0.45
25 0.50
24 0.55
23 0.60
22 0.70
ข้อสังเกต คือ เบอร์ยิ่งน้อยลงความหนาจะมากขึ้นครับ
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2011 เวลา 16:28 น.
 
ลักษณะพื้นผิวของสแตนเลสประเภทต่างๆ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สังกะสี   
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2011 เวลา 14:15 น.

ผิวสเตนเลส (รีดเย็น) โดยทั่วไปมีหลากหลายแบบเพื่อสนองความต้องการของผู้ใช้หลากหลายประเภท ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

ชื่อผิว วิธีการขัด
BA เป็นผิวสเตนเลสแบบมันเงา มีความสะท้อนแสง 54%
2D ผิวด้านไม่เงา มีความสะท้อนแสง 13% ผลิตโดยวิธีการรีดเย็นจากโรงงาน
ตามด้วยการอบอ่อน และขจัดคราบออกไซด์ออก
2B ลักษณะผิวจะเงาขึ้นเล็กน้อยจากผิว 2D มีความสะท้อนแสง 22%
ในเกรดออสเทนนิติค(304, 316) และ 46% ในเกรดเฟอร์ริติก (410, 430)
No.4 เป็นผิวที่มีการขัดด้วยกระดาษทราย เบอร์ 150-180
No.5 เป็นผิวขัด No.4 ที่ผ่านเครืองปรับผิว (skin pass)
No.6 เป็นผิวขัดด้วยวัสดุขัดเบอร์ 200 - 300
No.7 เป็นผิวขัดด้วยวัสดุขัดประเภทผ้าสักหลาด (Buffing)
No.8 ขัดผิวให้มีความเงาเหมือนกระจก(Mirror Finish)
ผ่านการขัดด้วยวัสดุขัดประเภทสำลี หรือผ้าสักหลาด
HL ขัดผิวอย่างละเอียดด้วยกระดาษทรายให้มีรอยขีดเป็นเส้นต่อเนื่องคล้ายเส้นผม(HAIR LINE)

## วิธีการขัดผิวสเตนเลสให้ได้ผิวที่เหมาะแก่การใช้งานนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา 
เช่นเดียวกันโดยวิธีการขัดที่นิยมใช้ ได้แก่ 

© การขัดผิวด้วยกระบวนการเชิงกล (Mechanical Polishing) 
** นิยมใช้กับสเตนเลสที่เป็นแผ่นหนา หรือสเตนเลสในลักษณะเป็นม้วน (coil) 

© การขัดผิวด้วยกระบวนการทางเคมี (Chemical Polishing) 
** นิยมใช้กับชิ้นงานสเตนเลสขนาดเล็ก และบาง เช่น สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ซึ่งไม่เหมาะที่จะขัดด้วยกระบวนการขัดเชิงกล 

© การขัดผิวด้วยกระบวนการทางไฟฟ้า ( Electro Polishing) 
** นิยมใช้กับชิ้นงานสเตนเลสที่ต้องการความละเอียด และความสะอาดของผิวสูง เช่น อุปกรณ์ สำหรับผลิตยา หรือเครื่องสำอาง

 

© © หมายเหตุ "L" Grades แสดงถึงสเตนเลสนั้นมีคาร์บอนผสมอยู่น้อย (Low Carbon) ซึ่ง L เกรด จะเพิ่มความต้านทานพิเศษของการกัดกร่อนตามขอบเกรน แม้ผ่านการเชื่อมมาแล้ว แต่สเตนเลสชนิด L เกรด ราคาจะสูงกว่าชนิดธรรมดา เช่น 304L, 316L เป็นต้น

ที่มา

 
การดูแลรักษาสแตนเลส PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สังกะสี   
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2011 เวลา 14:14 น.
แม้ว่าสเตนเลสจะเป็นวัสดุที่ขึ้นชื่อในเรื่องอายุการใช้งานที่ยืนยาว และความคงทน แต่กระนั้นก็จำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาดพื้นผิวเป็นระยะๆ เพื่อกำจัดคราบสกปรก การหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำเป็นวิธีดูแลรักษาเชิงป้องกันทางหนึ่ง ทั้งนี้ ความถี่ในการทำความสะอาดขึ้นอยู่กับเกรดของสเตนเลส ลักษณะพื้นผิว รูปทรง และสภาพแวดล้อมในการใช้งาน

ขั้นตอนการทำความสะอาดรอยเปื้อนชนิดต่างๆ โดยทั่วไป

รอยเปื้อน 

วิธีทำความสะอาด

รอยนิ้วมือ

ล้างด้วยสบู่ ผงซักฟอก หรือสารทำละลาย เช่น แอลกอฮอล์ หรือ อะซีโตน ( Acetone) แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจนสะอาด จากนั้นเช็ดให้แห้ง

 

 

น้ำมันและจาระบี

ล้างด้วยสารทำละลายอินทรีย์ประเภทไฮโดรคาร์บอน (เช่น แอลกอฮอล์) จากนั้นล้างด้วยน้ำสบู่หรือผงซักฟอกอย่างอ่อนแล้วจึงล้างด้วยน้ำเย็นอีกครั้งให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง ก่อนล้างควรแช่ไว้ในน้ำสบู่อุ่นๆ สักพักจะช่วยให้ล้างออกได้ง่ายขึ้น

 

 

สี

ใช้แปรงไนลอนชนิดนุ่มจุ่มทินเนอร์ขัดออกเบาๆ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็นและเช็ดให้แห้ง

 

 

เขม่าหรือคราบอาหาร

แช่ในน้ำ ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียเช็ด แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นก่อนเช็ดให้แห้ง

 

 

การเปลี่ยนสีอันเกิดจากความร้อน

ใช้แผ่นขัดทำความสะอาดที่ไม่ใช่โลหะและน้ำยาที่ไม่กัดกร่อนผิว ( เช่น บรัสโซ) ขัดรอยด่างออกโดยขัดไปในทิศทางเดียวกับลักษณะการเคลือบผิววัสดุ ล้างออกด้วยน้ำเย็นและเช็ดให้แห้ง

 

 

ฉลากและสติ๊กเกอร์

แช่ในน้ำสบู่ร้อนๆ ก่อนจะลอกฉลากและทำความสะอาดกาวที่ติดอยู่ออกด้วยเมทิลแอลกอฮอล์ ( Methylated Spirit) หรือน้ำมันเบนซิน จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอก ล้างออกอีกทีด้วยน้ำร้อน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเนื้อนุ่ม

 

 

รอยน้ำ-ตะกรัน

รอยที่เห็นชัดสามารถลดเลือนได้ด้วยการแช่ไว้ในน้ำส้มสายชู 25% หรือกรดไนตริก 15% จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอก และล้างออกอีกครั้งให้สะอาดด้วยน้ำร้อน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเนื้อนุ่ม

 

 

สารแทนนิน จากชาหรือกาแฟ

ล้างด้วยน้ำร้อนผสมโซดาซักผ้า (โซเดียมไบคาร์บอเนต) จากนั้นล้างตามด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอก ล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำร้อน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเนื้อนุ่ม

 

 

คราบสนิม

แช่ส่วนที่ขึ้นสนิมในน้ำอุ่นผสมสารละลาดกรดไนตริกในสัดส่วน 9:1 เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด 
หรือทาพื้นผิวที่ขึ้นสนิมด้วยสารละลายกรดออกซาลิก ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็นและเช็ดให้แห้ง 
หรือ 
ในกรณีของคราบสนิมที่ติดทนและยากต่อการกำจัด อาจต้องใช้เครื่องจักรช่วยขัดทำความสะอาด

การใช้กรดทำความสะอาด ควรใช้อย่างระมัดระวังด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสม หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อผู้เชี่ยวชาญโดยตรง


สิ่งที่ควรทำ

- หากไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำ ควรทำความสะอาดทันทีที่พบรอยเปื้อนและฝุ่น

- ในการทำความสะอาดควรเริ่มจากวิธีและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนที่สุดก่อนเสมอและทดลองทำความสะอาดเป็นบริเวณเล็กๆ ก่อนเพื่อให้มั่นใจถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

- ใช้น้ำอุ่นเพื่อช่วยขจัดความมันของน้ำมันหรือจาระบี

- ในขั้นตอนสุดท้ายของการทำความสะอาด ให้ใช้น้ำสะอาดล้างและเช็ดให้แห้งด้วยผ้าเนื้อนุ่มหรือกระดาษชำระแผ่นใหญ่ทุกครั้ง

- เมื่อใช้กรดทำความสะอาดสเตนเลส ควรใช้มาตรการป้องกันและระมัดระวังอย่างเหมาะสม

- ล้างเครื่องใช้ที่ทำจากสเตนเลสทันทีที่เตรียมอาหารเสร็จเสมอ

- หลีกเลี่ยงรอยเปื้อนที่เกิดจากเหล็กโดยไม่ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดที่ทำจากโลหะ หรืออุปกรณ์ที่เคยนำไปทำความสะอาดชิ้นส่วนที่ผลิตจากเหล็กกล้าคาร์บอน (Carbon Steel) มาก่อน

- กรณีที่ไม่แน่ใจในวิธีทำความสะอาดหรือพบรอยเปื้อนที่ไม่สามารถขจัดออกได้ ให้ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง


สิ่งที่ควรเลี่ยง

- อย่าเคลือบสเตนเลสด้วยขี้ผึ้งหรือสารที่มีความมัน เพราะจะทำให้ฝุ่นหรือรอยเปื้อนติดบนพื้นผิวได้ง่ายขึ้นและทำความสะอาดออกได้ยาก

- อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอไรด์ ( Chlorides) และ เฮไลด์ ( Helides) เช่น โบรไมน์ ( Bromine) ไอโอดีน ( Iodine) และ ฟลูออรีน (Fluorine)

- อย่าใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทำความสะอาดสเตนเลส

- อย่าใช้กรดไฮโดรคลอริค ( HCI) ในการทำความสะอาด เพราะจะทำให้เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็มและแบบเป็นรอยร้าวได้ ( Pitting and Stress Corrosion Cracking)

- อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่แน่ใจ

- อย่าใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องเงิน

- อย่าใช้ปริมาณสบู่และผงซักฟอกมากเกินไปในการทำความสะอาด เพราะอาจทิ้งคราบไว้บนพื้นผิวได้

- อย่าทำความสะอาดส่วนที่มีคราบฝังแน่นในขั้นตอนเดียว ควรทำความสะอาดเบื้องต้นก่อนขจัดคราบฝังแน่น

 

ที่มา

 
คุณสมบัติ ของสแตนเลส หรือสเตนเลส PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สังกะสี   
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2011 เวลา 14:03 น.

คุณสมบัติ ของสแตนเลส หรือสเตนเลส (Stainless Steel)


ตระกูลออสเทนนิติค (Austenitic)

  • ต้านทานการกัดกร่อนดีเยี่ยม
  • ใช้งานประกอบและขึ้นรูป ทีเกี่ยวข้องกับความสะอาดและสุขอนามัยได้ดีเลิศ
  • สะดวกในงานสร้าง ประกอบหรือขึ้นรูปทั่วไปได้ดีมาก
  • ความแข็งแรงสูงสุดและมความยืดตัวสูง
  • แม่เหล็กดูดไม่ติด
  • สามารถใช้งานเย็นจัดและร้อนจัดที่อุณหภูมิประมาณ 600 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่านี้

ตระกูลเฟอร์ริติค (Ferritic)

  • ต้านทานการกัดกร่อนปานกลางถึงดี
  • ต้านทานการกัดกร่อนแบบเป็นจุดและแบบมุมอับในซอกแคบๆ ได้ดีและมีความต้านทานการกัดกร่อนใต้แรงเค้นดีกว่าเกรดออสเทนนิติก
  • มีข้อจำกัดในการเชื่อมและ การขึ้นรูป เช่น ดัด ดึงขึ้นรูป มากกว่าเกรดออสเทนนิติค
  • มีความต้านทานการเกิดออกซิไดซ์ที่อุณหภูมิสูงถึง 850 องศาเซลเซียส
  • แม่เห็กดูดติด
  • ไม่สามารถชุบแข็งได้

ตระกูลมาร์เทนซิติค

  • ความต้านทานการกัดกร่อนปานกลาง
  • แม่เหล็กดูดติด
  • สามารถทำให้แข็งได้ด้วยกรรมวิธีทางความร้อน ดังนั้นจึงสามารถพัฒนาปรับปรุงให้มีความแข็งแรงสูงและปรับระดับควมแข็งแรงได้
  • มีข้อจำกัดในการเชื่อม เนื่องจากมีปริมาณคาร์บอนสูงและมีความแข็งโดยธรรมชาติในตัวเอง
  • ใช้งานในอุณหภูมิสูงได้ดีถึง 593 องศาเซลเซียส

ตระกูลดูเพล็กซ์ ( Duplex) 
- การที่โครงสร้างผสมระหว่างเฟอร์ริติค และออสเทนนิติค ทำให้สามารถต้านทานการแตกร้าว จากการกัดกร่อนด้วยแรงเค้นสูงและการกัดกร่อนเป็นรู

  • ทนต่อสารคลอไรด์ทำให้ใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นกรดหรือด่างสูงได้
  • ต้านทานการกัดกร่อนได้ดี เนื่องจากมีส่วนผสมของโครเมียมสูงและเพิ่มส่วนผสมของธาตุโมลิบดิบนัม ไนโตรเจน
  • ใช้ในงานเชื่อมและขึ้นรูปได้ดีเช่น งานปั๊มก้นลึก

เนื่องจากมีสมบัติเชิงกลดีเลิศในการใช้งานที่อุณหภูมิติดลบ ได้ถึง -225 องศาเซลเซียส หรือ ใช้งานที่อุณภูมิ (ถึง 1100 องศาเซลเซลเซียส)

ที่มา

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2011 เวลา 14:22 น.
 
เหล็กกล้าไร้สนิม PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สังกะสี   
วันพุธที่ 24 สิงหาคม 2011 เวลา 22:49 น.

เหล็กกล้าไร้สนิม หรือ สเตนเลส นั้น ในทางโลหกรรมถือว่าเป็นโลหะผสมเหล็ก ที่มีโครเมียมอย่างน้อยที่สุด 10.5% ชื่อในภาษาไทย แปลจากภาษาอังกฤษว่า stainless steel เนื่องจากโลหะผสมดังกล่าวไม่เป็นสนิมอันเนื่องมาจากการทำปฏิกิริยากันระหว่าง ออกซิเจนในอากาศกับโครเมียมในเนื้อสเตนเลส เกิดเป็นฟิล์มบางๆเคลือบผิวไว้ ทำหน้าที่ปกป้องการเกิดความเสียหายให้กับตัวเนื้อสเตนเลสได้เป็นอย่างดี ปกป้องการเกิด Corrosion และไม่ชำรุดหรือสึกกร่อนง่ายอย่างโลหะทั่วไป สำหรับในสหรัฐอเมริกาและในหลายประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการบิน นิยมเรียกโลหะนี้ว่า corrosion resistant steel เมื่อไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นโลหะผสมชนิดใด และคุณภาพระดับใด แต่ในท้องตลาดเราสามารถพบเห็น สเตนเลสเกรด 18-8 มากที่สุด ซึ่งเป็นการระบุถึง ธาตุที่เจือลงในในเนื้อเหล็กคือ โครเมียมและนิเกิล ตามลำดับ สแตนเลสประเภทนี้จัดเป็น Commercial Grade คือมีใช้ทั่วไปหาซื้อได้ง่าย มักใช้ทำเครื่องใช้ทั่วไป ซึ่งเราสามารถจำแนกประเภทของสเตนเลสได้จากเลขรหัสที่กำหนดขึ้นตามมาตรฐาน AISI เช่น 304 304L 316 316L เป็นต้น ซึ่งส่วนผสมจะเป็นตัวกำหนดเกรดของสเตนเลส ซึ่งมีความต้องการในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป สเตนเลสกับการเกิดสนิม ปกติ Stainless steel จะไม่เป็นสนิมเพราะที่ผิวของมันจะมีฟิล์มโครเมียมออกไซด์ บางๆเคลือบผิวอยู่อันเนื่องมาจากการทำปฏิกิริยากันระหว่าง Cr ใน Stainless steel กับ ออกซิเจนในอากาศ การทำให้ Stainless steel เป็นสนิมคือการถูกทำลายฟิล์มโครเมียมออกไซด์ ที่เคลือบผิวออกไปในสภาวะที่ Stainless steel สามารถเกิดสนิมได้ ก่อนที่ฟิล์มโครเมียมออกไซด์จะก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งเช่น ถ้าสเตนเลสถูกทำให้เกิดรอยขีดข่วน แล้วบริเวณรอยนั้นมีความชื้น ซึ่งสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยากับธาตุเหล็กก่อนที่ฟิล์มโครเมียมออกไซด์จะก่อตัวขึ้นมา ก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดสนิมขึ้นได้

 
ความรู้เกี่ยวกับสเตนเลส PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สังกะสี   
วันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2010 เวลา 23:39 น.

สเตนเลส หรือเหล็กกล้าไร้สนิม เป็นศัพท์ทั่วไปที่ใช้เรียกเหล็กในกลุ่มที่มี่ความต้านทานการกัดกร่อน ที่มีส่วนผสมของโครเมียมอย่างน้อย 10.5 % กำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1903 เมื่อนักโลหวิทยาพบว่า การเติมโครเมียมลงในเหล็กกล้าธรรมดาทำให้เหล็กมีความต้านทานการเกิดสนิมได้

เหตุใดสเตนเลสจึงทนการกัดกร่อนได้
โลหะ ทุกชนิดโดยทั่วไปจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ เกิดเป็นฟิล์มออกไซด์บนผิวโลหะ ซึ่งจะทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ส่งผลให้เกิดสภาพพื้นผิวเหล็กผุกร่อนที่เราเรียกว่าเป็นสนิม แต่สเตนเลสมีโครเมียมผสมอยู่ 10.5 % ขึ้นไปทำให้คุณสมบัติของฟิล์มออกไซด์เปลี่ยนแปลงไป ฟิล์มโครเมียมออกไซด์ (หรือที่เรียกว่า Passive layer) เป็นฟิล์มบางๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะทำหน้าที่เป็นชั้นป้องกันการกัดกร่อนที่มีประสิทธิภาพยิ่ง ซึ่งสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เองทันทีหากพื้นผิวถูกขีดข่วนทำลาย

สเตนเลสแบ่งออกเป็น 4 ชนิดหลัก
1.เก รดออสเตนิติก แม่เหล็กดูดไม่ติด นอกจากส่วนผสมของโครเมียม 18% แล้ว ยังมีนิเกิลซึ่งควรจะมีไม่ต่ำกว่า 8% มาช่วยเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน เหล็กชนิดนี้ผลิตได้ง่าย จึงเป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางที่สุด

2.เกรดเฟอร์ริตก แม่เหล็กดูดติด มีส่วนผสมของคาร์บอนต่ำ และมีโครเมียมเป็นส่วนผสมหลัก คือประมาณ 13% หรือ 17%

3.เก รดมาร์เทนซิติก แม่เหล็กดูดติด โดยทั่วไปจะมีโครเมียมผสมอยู่ 12% และมีส่วนผสมของคาร์บอนในระดับปานกลาง มักนำไปใช้ทำส้อม มีด เครื่องมือตัดและเครื่องมือวิศวกรอื่นๆ ซึ่งต้องการคุณสมบัติเด่นในด้านการต้านทานการสึกกร่อน และความแข็งแรงทนทาน

4.เกรด ดูเพล็กซ์ แม่เหล็กดูดติด มีโครงสร้างผสมระหว่างเฟอร์ไรต์ และออสเตไนต์ มีโครเมียมผสมอยู่ประมาณ 18-28% และนิเกิล 4.5-8% เหล็กชนิดนี้มักถูกนำไปใช้งานที่มีคลอรีนสูง เพื่อป้องกันมิให้เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (Pitting corrosion) และช่วยเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อนที่เป็นรอยร้าวอันเนื่องมาจากแรกกดดัน (Stress corrosion cracking resistance)

สเตนเลสที่นิยมใช้ทั่วไป คือ ออสเตนิติกและเฟอร์ริติก ซึ่งคิดเป็น 95% ของสเตนเลสที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2010 เวลา 15:34 น.
 
ผลิตภัณฑ์สเตนเลส PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย สังกะสี   
วันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2010 เวลา 23:38 น.

สเตนเลสเพื่อสุขอนามัยในการบริโภค

สเตนเลสเป็นวัสดุที่สมบูรณ์แบบสำหรับใช้ในครัวเรือนและในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจาก
มีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูงจึงไม่เป็นสนิมและไม่ทำปฏิกิริยากับกรด และเกลือที่มีอยู่ในอาหาร
มีพื้นผิวที่เรียลและมีความเป็นกลางจึงไม่ดูดซึมรสใดๆ
ทำความสะอาดได้ง่ายและถูกหลักอนามัยในทุกขั้นตอนการใช้
ทนความร้อน ความเย็น และการเปลี่ยนอุณหภูมิโดยฉับพลันได้ดี

สเตนเลสเพื่ออีกระดับของชีวิต
สเตนเลส ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้น เครื่องใช้ในบ้านอันทันสมัยส่วนใหญ่มีส่วนประกอบที่ทำจากสเตนเลส ไม่ว่าจะเป็นอ่างล้างจาน เครื่องล้างจาน เครื่องซักผ้า อุปกรณ์ประกอบอาหาร เครื่องปิ้งขนมปัง แท้งค์น้ำ ฯลฯ ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่เงางามทำความสะอาดง่าย ทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น

สเตนเลสสเพื่อความงามที่คงทน
คุณสมบัติ เด่นสองประการของสเตนเลส ได้แก่ ความแข็งแรงและความทนทาน ทำให้สเตนเลสเป็นวัสดุก่อสร้างที่เยี่ยมยอด ยิ่งไปกว่านั้นสเตนเลสยังมีรูปทรงและพื้นผิวหลากหลายให้เลือก สามารถประยุกต์ใช้งานตกแต่งได้อย่างมากมาย เช่น ด้านหน้าอาคาร หลังคา ทางเข้าอาคาร กรอบประตู-หน้าต่าง การตกแต่งภายใน สตรีทเฟอร์นิเจอร์ เช่น ศาลารอรถเมล์ ป้ายโฆษณา ฯลฯ

สเตนเลสเพื่อเทคโนโลยีชั้นสูง
ด้วย ลักษณะพิเศษในด้านการต้านทานการกัดกร่อน ประกอบกับมีคุณสมบัติเชิงกลสูง จึงมีการนำสเตนเลสไปใช้ในการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น เวชอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบิน คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ ฯลฯ

สเตนเลสเพื่อการคมนาคมขนส่ง
ด้วย คุณลักษณะเด่นในด้านการต้านทานการกัดกร่อน มีคุณสมบัติเชิงกลสูง และทนไฟจึงมีการนำสเตนเลสไปใช้ในอุตสาหกรรมการขนส่งอย่างแพร่หลาย เช่น ในการสร้างตู้รถโดยสาร ส่วนประกอบต่างๆ ของรถไฟ ตู้คอนเทนเนอร์ แท้งค์ขนส่งน้ำมัน หรือเคมีภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ นอกจากนี้สเตนเลสยังใช้ในอุปกรณ์ต่างๆ ในรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระบบท่อไอเสีย คาตาลิติก คอนเวอร์เตอร์ ท่อไอดี กันชน ฝาครอบล้อ ถุงลมนิรภัย และส่งตกแต่งอื่นๆ

สเตนเลสวัสดุที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
สเตนเลส เป็นวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ถึง 100% และกว่า 80% ของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตมาจากเศษเหล็กกล้าไร้สนิม ดังนั้นจึงถือได้ว่าสเตนเลสเป็นวัสดุที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

ตารางแสดงส่วนผสมของสเตนเลสกลุ่ม Austenite

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2010 เวลา 15:34 น.
 
มหัศจรรย์แห่งสังกะสี PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอาทิตย์ที่ 09 ตุลาคม 2011 เวลา 20:46 น.

มหัศจรรย์แห่งสังกะสี
โดย Rob Putnam, ILZRO และ Michael Martin, IZA

เมื่อถูกถามว่าเราใช้ประโยชน์จากสังกะสีอย่างไรบ้าง คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงวิตามิน หรือไม่ก็ครีมทากันแดด อาจมีบางคนที่นึกถึงการใช้ชุบ/เคลือบเหล็ก หรือฉีดขึ้นรูปชิ้นงานต่างๆ เชื่อว่ามีน้อยคนมากที่จะตระหนักถึงประโยชน์ของสังกะสีที่มีต่อวิทยาการ ชีวิตประจำวันและในกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ ด้านการขนส่ง การแพทย์ การอนุรักษ์พลังงาน การควบคุมมลพิษ เครื่องใช้ไฟฟ้า และโครงการสำรวจอวกาศ เป็นต้น สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ สังกะสีมีคุณลักษณะเฉพาะตัวที่ทำให้มันมีความเหมาะสมสำหรับใช้ในกิจกรรมต่างๆ มากมายทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
Zinc In Space - สังกะสีในอวกาศ
สังกะสีทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันให้แก่เหล็กได้อย่างเยี่ยมยอด ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมสังกะสีได้ร่วมมือกันมานานหลายปี เพื่อพัฒนาให้การชุบสังกะสีสามารถปกป้องเหล็กจากการผุกร่อนไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือการใช้งานประเภทใดก็ตาม ตั้งแต่ตัวถังและชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ปั๊มแก๊ส ตู้จดหมาย ไปจนถึงลวดที่ใช้พันต้นองุ่น ล้วนแต่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นและมีรูปลักษณ์ภายนอกที่หลากหลายกว่าเดิม ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีของการใช้ประโยชน์จากสังกะสีในปัจจุบันทั้งสิ้น
อย่างไรก็ดี เหล็กมิใช่โลหะประเภทเดียวที่ได้ประโยชน์จากคุณลักษณะเฉพาะตัวของสังกะสี เมื่อนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซา (NASA) มีความจำเป็นที่จะต้องหาวัสดุที่ทนทานต่ออุณหภูมิที่ผกผันอย่างรวดเร็วและรุนแรงในอวกาศ พวกเขาก็หันมาใช้สังกะสีออกไซด์ ซึ่งในที่สุดก็สามารถพัฒนามาเป็นวัสดุเคลือบที่มีสังกะสีเป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งทนทานต่ออุณหภูมิที่ผกผันได้ตั้งแต่ 180 องศาเซลเซียส ไปจนถึง -180 องศาเซลเซียส รวมทั้งยังทนทานต่อรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตที่เทียบเท่าได้กับแสงแดดที่ส่องนานถึง 19,000 ชั่วโมง วัสดุเคลือบที่ทำจากสังกะสีออกไซด์นี้ ได้กลายมาเป็นวัสดุที่ใช้ในการเคลือบส่วนประกอบต่างๆ ของยานอวกาศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า และ สลับซับซ้อนมากที่สุดประเภทหนึ่ง
สังกะสีออกไซด์ได้ถูกนำมาใช้ในการผลิตสี ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยาง เครื่องสำอาง ยา พื้นอาคาร พลาสติก หมึกพิมพ์ สบู่ แบตเตอรี่ สิ่งทอ อุปกรณ์ไฟฟ้า
ยานอวกาศแคสซินีได้ถูกส่งขึ้นไปในอวกาศเมื่อปี ค.ศ. 1997 เพื่อเดินทางไปถึงดาวเสาร์ ภายในระยะเวลาเจ็ดปี โดยเมื่อเดินทางไปถึงดาวเสาร์ ยานแคสซินีมีกำหนดจะต้องปฏิบัติงานอีกสี่ปี ด้วยการโคจรรอบดาวเสาร์ห้าสิบรอบ และปฏิบัติการร่วมกับดาวเทียมอีกมากมาย ชิ้นส่วนของยานแคสซินีหลายชิ้นรวมทั้งระบบสื่อสารซึ่งประกอบด้วยจานเรดาร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาวสี่เมตรถูกเคลือบไว้ด้วยสีควบคุมอุณหภูมิที่ทำมาจากสังกะสีออกไซด์ แผ่นเคลือบควบคุมอุณหภูมิที่มีส่วนผสมของสังกะสีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อยานอวกาศ เนื่องจากยานอวกาศจะต้องพบกับอุณหภูมิที่แตกต่างกันเป็นอย่างมากในระหว่างการเดินทาง โดยมันจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เพียง 0.61 AU (astronomical unit) ระหว่างการบินผ่านดาวพุธ และจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ถึง 10 AU ระหว่างการโคจรรอบดาวเสาร์ ทั้งนี้ได้มีการทดสอบวัสดุประเภทต่างๆ สำหรับที่จะนำมาใช้ในการผลิตแผ่นเคลือบควบคุมอุณหภูมิ และในที่สุดก็พบว่าซิงก์ออกไซด์มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่สุด อีกทั้งยังทนทานต่อสภาพอุณหภูมิที่แปรปรวนและรังสีอุลตราไวโอเล็ต
หมายเหตุ: * Astronomical Unit (AU) เป็นหน่วยวัดระยะทางสำหรับวัดวงโคจรในระบบสุริยะ หนึ่ง AU จะเท่ากับ
ระยะทางโดยเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ หรือประมาณ 149,600,000 กิโลเมตร (92,960,000 ไมล์)
Zinc Undersea สังกะสีใต้ทะเล
ในการขุดเจาะน้ำมันต้องเคลื่อนย้ายแท่นขุดเจาะออกไปสู่ท้องทะเลลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน ยิ่งออกไปกลางทะเลลึกมากขึ้นเท่าใด ฐานของแท่นขุดเจาะที่ทำจากเหล็กก็ยิ่งจำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อแก้ปัญหานี้จึงได้มีการใช้เทคนิคแบบใหม่ โดยติดตั้งแท่นปฏิบัติการในบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง และติดตั้งหัวขุดเจาะไว้ที่ก้นทะเล โดยใช้สายไฟฟ้าและสายไฮดรอลิคเป็นตัวเชื่อมและควบคุมการขุดเจาะด้วยรีโมทคอนโทรล
สายเชื่อมนี้ผลิตขึ้นมาจากพลาสติกอัดด้วยความดันสูง ซึ่งผลการใช้งานไม่ค่อยน่าประทับใจนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเชื่อมต่อเป็นระยะทางไกลๆ หรือมิฉะนั้นก็เป็นสายเชื่อมต่อที่ผลิตจากโลหะผสม (Alloy) ซึ่งมีราคาสูงมาก จนกระทั่งไม่นานมานี้บริษัท Southwestern Pipe Inc., แห่งสหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกับบริษัท Shell และ International Lead Zinc Research Organization (ILZRO) ทำการพัฒนาสายเชื่อมที่ทำจากเหล็กและหุ้มด้วยสังกะสีที่มีความหนาถึง 750 ไมครอน (ผิวชุบโดยทั่วไปจะมีความหนาระหว่าง 8 ถึง 40 ไมครอน) ซึ่งจะมีอายุการใช้งานใต้ทะเลได้ถึง 30-40 ปี ปัจจุบันสายเชื่อมแบบนี้ได้ผลิตออกจำหน่ายภายใต้ชื่อว่า SeaCAT โดยมีการใช้อยู่เป็นจำนวนถึงร้อยละ 75 ของโครงการในทะเลลึกทั้งหมดในอ่าวเม็กซิโก และมีสายเชื่อมยาวมากกว่า 11 ล้านฟุต (3.4 ล้านเมตร) ที่ถูกใช้งานอยู่ในขณะนี้  SeaCAT ยังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในโครงการ BP Amoco-Shell Na Kika ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ใต้ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลงานทางวิศวกรรมอันยอดเยี่ยมชิ้นนี้จะประกอบด้วยโครงการพัฒนาย่อยใต้ทะเลอีก 5 โครงการ ซึ่งทั้งหมดจะผูกติดอยู่กับแท่นผลิตลอยน้ำ บ่อน้ำมันจะอยู่ใต้ท้องทะเลที่มีความลึกอยู่ระหว่าง 5,800 ถึง 7,000 ฟุต (1,800 - 2,100 เมตร)โดยมีการคาดหมายเอาไว้ว่าเมื่อโครงการนี้เสร็จจะต้องใช้สายเชื่อมเหล็กชุบสังกะสีเป็นระยะทางถึง 1,000 ไมล์ (1,600 กิโลเมตร)
Zinc Entertains - สังกะสีในงานบันเทิง
นอกจากการใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตแล้ว ในบางครั้งก็มีการใช้สังกะสีเพื่อความบันเทิงเช่นกัน ท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่าสิ่งต่างๆ เรืองแสงในที่มืดได้อย่างไร สิ่งของทุกชิ้นที่เรืองแสงได้ในที่มืด จะต้องมีส่วนผสมของฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารที่จะเปล่งแสงออกมาเมื่อได้รับพลังงาน เราใช้สารฟอสเฟอร์ในการสร้างสิ่งของที่เรืองแสงได้ในที่มืด สังกะสีซัลไฟด์ก็มีลักษณะเช่นนี้ เราจึงได้นำมาใช้ในการผลิตหน้าปัดนาฬิกาหรือของเล่นเรืองแสง คุณสมบัติของสังกะสีที่มีส่วนคล้ายกับฟอสฟอรัส จึงทำให้มันกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องเอ็กซเรย์ จอโทรทัศน์ ไฟฟลูออเรสเซนต์ และไดโอดเรืองแสง นอกจากนี้ เรายังใช้สังกะสีในการผลิตพลุ เพราะผงสังกะสีเมื่อได้รับความร้อนจะเปล่งประกายสว่างระยิบระยับ ถึงแม้จะมีการใช้วัตถุดิบหรือสารเคมีอื่นๆ เช่นกัน แต่สังกะสีจะทำให้พลุมีแสงเป็นประกายสวยงาม
Zinc in Everyday Technology – สังกะสีในชีวิตประจำวัน
ชิ้นงานฉีดสังกะสีมีอยู่ทุกๆ ที่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ขั้วหลอดไฟ ก๊อกน้ำ มือจับประตู และชิ้นส่วนรถยนต์ วิทยุ เครื่องโทรสาร เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ เหล่านี้เป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อยที่แสดงให้เห็นว่า ชิ้นงานฉีดสังกะสีมีบทบาทในปัจจุบันมากเพียงไร
เทคนิคการฉีดชิ้นงานสังกะสีที่พัฒนาไปมาก ทำให้เกิดการแข่งขันที่จะผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ และเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ Laptop การที่มีชิ้นส่วนมากมายบรรจุอยู่ภายในอุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านี้ ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องหาทางระบายความร้อนออกจากภายในอุปกรณ์เหล่านี้ให้ได้ นักวิทยาศาสตร์ได้หันมาใช้สังกะสีอัลลอยในการฉีดชิ้นงานสำหรับระบายความร้อนของอุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านี้
Zinc for Excellence – สังกะสีเพื่ออัจฉริยะ
ในแต่ละปี U.S.National Academy of Recording Arts & Sciences จะมอบรางวัลแกรมมี่ให้แก่ศิลปินที่ประสบความสำเร็จ และมีผลงานบันทึกเสียงยอดเยี่ยม สำหรับตัวรางวัลแกรมมี่นั้นทำจากสังกะสีอัลลอย โดยช่างฝีมือแห่งรัฐโคโลราโด
Varistors ที่ทำจากสังกะสีออกไซด์ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติ หน้าที่ของมันคือ การทำให้กระแสไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวถูกนำลงสู่พื้นดิน นอกจากนี้ยังนิยมใช้ในการป้องกันอันตรายและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากฟ้าผ่าสายไฟฟ้าแรงสูง รวมทั้งยังมีการนำมาใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้กระแสไฟน้อย เพื่อป้องกันชิ้นส่วนที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ทรานซิสเตอร์ และแผงวงจรคอมพิวเตอร์ สังกะสีมีบทบาทสำคัญในการผลิต Varistor เพราะชิ้นส่วนภายในของมันเกือบทั้งหมดผลิตขึ้นมาจากสังกะสีออกไซด์ ส่วนเปลือกนอกก็มักจะทำจากเซรามิกหรือยาง ต้องนำสังกะสีออกไซด์มาผสมกับออกไซด์ของโลหะและวัสดุเชื่อมเพื่อผลิตชิ้นส่วนภายใน ส่วนผสมนี้จะถูกบดเป็นผง และนำไปผ่านแรงอัดขนาดสูง เพื่อให้เกาะติดกันเป็นแผ่น ก่อนที่จะนำไปอบเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อให้แข็งตัว จากนั้นจึงนำไปเคลือบด้วยสารตัวนำกระแสไฟฟ้า ก่อนที่จะนำมาวางเรียงกันภายในตัว Varistor ซึ่งขนาดของ Varistor แต่ละตัวจะขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในระบบของเรา ในกรณีนี้เราจะเห็นได้ว่าสังกะสีออกไซด์มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่น่าสนใจ กล่าวคือ ในเวลากระแสไฟฟ้าปกติมันก็จะทำหน้าที่เป็นตัวต้านทานกระแสไฟฟ้า แต่ในเวลาที่กระแสไฟฟ้าสูงขึ้นกว่าปกติ มันก็จะกลับกลายเป็นตัวนำ
สังกะสียังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของแบตเตอรี่ที่ให้พลังงานสูงเป็นพิเศษ โดยได้มีการพัฒนาแบตเตอรี่นี้เพื่อใช้กับโทรศัพท์มือถือ เครื่องช่วยฟัง และเครื่องคอมพิวเตอร์แบบแลปท็อป เป็นต้น และขณะนี้ยังมีความพยายามที่จะปรับปรุงให้มันสามารถให้พลังงานสำหรับรถหรือบ้านทั้งหลังได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ดังตัวอย่างของรถบรรทุกในสหรัฐอเมริกา ที่แต่ละคันต้องใช้น้ำมันเป็นเงินถึงปีละ 4,000 ดอลลาร์ เพื่อติดเครื่องยนต์สำหรับเปิดเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องทำความร้อน ดังนั้นแบตเตอรี่พลังงานสูงนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนำมาใช้ในกรณีนี้เพื่อประหยัดค่าน้ำมัน แบตเตอรี่นี้ยังอาจนำมาใช้กับรถยก รถตัดหญ้า รถมอเตอร์ไซด์ เครื่องผลิตไฟฟ้าสำรอง ตลอดจนเรือ และยานพาหนะอื่นๆ เป็นต้น
Looking Ahead – มองไปข้างหน้า
ถึงแม้จะมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน แต่สังกะสีก็นับได้ว่าเป็นโลหะสมัยใหม่ที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัว และด้วยคุณลักษณะที่หลากหลายนี้เองที่ทำให้สังกะสีมีบทบาทที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมันได้ถูกนำมาใช้ในการทดลองต่างๆ มากมาย ทั้งในด้านฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และวิศวกรรมไฟฟ้า
จากการที่มีสิ่งประดิษฐ์ซึ่งได้จดสิทธิบัตรแล้วหลายพันชิ้น และสินค้าหลายล้านประเภทที่เกี่ยวข้องกับสังกะสี จึงนับได้ว่าสังกะสีมีบทบาทสนับสนุนในการค้นพบที่สำคัญๆ หลายอย่างในศตวรรษที่ 20 การที่มันมีส่วนในการผลิตตั้งแต่ทรานซิสเตอร์ จนถึงแสงเลเซอร์ ดาวเทียมจนถึงแผงวงจรคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสารจนถึงถ่านไฟฉาย กล่าวได้ว่าสังกะสีนับเป็นโลหะที่มีความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์ และมีความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์มากที่สุดเท่าที่มนุษย์ได้เคยพบมา
แปลจาก Surprising Zinc
With thousands of patents and millions of products to its credit, zinc played a supporting role in many of the major inventions of the 20th Century. From transistors to lasers, satellites to circuit boards, photocopiers to fuel cells, zinc is truly among the most versatile and essential materials known to mankind.
 
แร่และโลหะสังกะสี PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอาทิตย์ที่ 09 ตุลาคม 2011 เวลา 20:47 น.

แหล่งแร่สังกะสีที่พบแห่งแรกในประเทศไทย อยู่ที่ดอยผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

จากข้อมูลทางธรณีวิทยาตามแนวชายแดนด้านตะวันตกของประเทศไทย เป็นพื้นที่ศักยภาพของแร่ตะกั่วและสังกะสี ซึ่งกระจายตัวในพื้นที่ต่างๆ โดยพบว่า ณ ดอยผาแดง อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นแหล่งแร่สังกะสีขนาดใหญ่  แร่สังกะสีในบริเวณนี้ เดิมเคยอยู่ใต้พื้นปฐพีจนกระทั่งแผ่นเปลือกโลกได้เคลื่อนเข้าหากัน และยกตัวขึ้นมาจนเกิดเป็นภูเขา เผยให้เห็นสายแร่ซึ่งเกิดขึ้นมานานกว่า 1.8 ล้านปีมาแล้ว

จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2515-2518 บริษัท ไทยซิงค์ จำกัด ได้รับสิทธิการทำเหมืองในพื้นที่ประทานบัตรจากกรมทรัพยากรธรณี แต่ต้องเลิกกิจการไปเนื่องจากไม่ได้ดำเนินการตามเงื่อนไขของทางราชการทำให้พื้นที่ทำเหมืองบนดอยผาแดงแห่งนี้ถูกทิ้งร้างเป็นระยะเวลา 7 ปี หลังจากนั้นบริษัท ผาแดงอินดัสทรี ได้รับประทานบัตรเข้าดำเนินการต่อในพื้นที่จนถึงปัจจุบัน

กองแร่่สังกะสี

ปริมาณสำรองแร่สังกะสีที่บริษัท ผาแดงอินดัสทรี ได้ประเมินไว้ก่อนการทำเหมืองมีอยู่ประมาณ 4.5 ล้านเมตริกตัน โดยเริ่มผลิตแร่ในปี 2527 และส่งไปถลุงที่โรงถลุงแร่สังกะสีซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดตาก ได้ผลิตภัณฑ์โลหะสังกะสีแท่งคุณภาพสูง (Special High Grade Zinc Metal) ที่มีความบริสุทธิ์ของสังกะสี  99.995%      ในระยะต่อมา บริษัท ผาแดงฯ ได้ผลิตโลหะสังกะสีผสม   (Zinc alloy)  โดยผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทนี้นำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมายสามารถทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

 

 
สังกะสีกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อเท็จจริง 7 ประการที่ควรรู้ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอาทิตย์ที่ 09 ตุลาคม 2011 เวลา 20:47 น.
สังกะสีกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อเท็จจริง 7 ประการที่ควรรู้ article

สังกะสีกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
ข้อเท็จจริง 7 ประการที่ควรรู้

1. สังกะสีเป็นของธรรมชาติ
สังกะสีเป็นของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้แก่มนุษยชาติ มันมีอยู่ตามธรรมชาติในอากาศ ในน้ำ และในดิน สังกะสีมีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม รอบตัวเรา มันจะมีการเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ ด้วยกระบวนการหรือ เหตุการณ์ทางธรรมชาติ เช่น การผุพัง ไฟป่า การเกิดไอทะเล และภูเขา ไฟระเบิด เป็นต้น
2. สังกะสีเป็นสิ่งจำเป็นในธรรมชาติ
ทุกๆ ชีวิตบนโลกต่างมีวิวัฒนาการทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับสังกะสีโดยผ่านกระบวนการทางชีววิทยา สิ่งมีชีวิตทุกชนิดทั้งคน สัตว์ ปลา พืช หรือแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ต่างก็จำเป็นต้องได้รับสังกะสีเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการซึ่งเป็นไปตามที่กระบวนการทางธรรมชาติได้กำหนดไว้
3. สังกะสีช่วยยืดอายุการใช้งานของเหล็ก
คุณลักษณะประการหนึ่งของสังกะสีก็คือ มันมีความสามารถในการป้องกันไม่ให้เหล็กผุกร่อน ความเสียหายที่เกิดจากการผุกร่อนของเหล็กนับเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง คำนวณกันว่า ความเสียหายนี้อย่างน้อยมีมูลค่าเท่ากับร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ    ในประเทศอุตสาหกรรม เหล็กจะมีอายุการใช้งานที่นานขึ้นเมื่อนำไปชุบด้วยสังกะสี และในปัจจุบันนี้มนุษย์ยังไม่สามารถค้นหาวัสดุอื่นใดที่จะสามารถช่วยป้องกันการผุกร่อนของเหล็กได้ดีเท่าสังกะสี
4. สังกะสีช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ
ด้วยเหตุที่สังกะสีสามารถป้องกันเหล็กจากการผุกร่อนและยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเหล็ก มันจึงช่วยรักษาและช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งปกติจะถูกนำไปใช้ในการผลิตเหล็กที่จะนำไปเปลี่ยนทดแทนเหล็กที่ผุกร่อนไป มีการคำนวณว่าการใช้เหล็กชุบสังกะสีในประเทศสวีเดนช่วยประหยัดพลังงานได้เท่ากับพลังงานไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หนึ่งโรง ผลิตได้ในหนึ่งปี ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การใช้สังกะสีเพื่อป้องกัน เหล็กไม่ให้ผุกร่อนได้มีส่วนช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา โลกร้อน (climate change) ด้วยเช่นกัน
ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สังกะสีมีส่วนช่วยลด ค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ เพราะมันช่วยทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น มีอายุการใช้งานนานขึ้น มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อยลง และมีความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น
5. สังกะสีสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
ปัจจุบันนี้ สังกะสีในโลกมากกว่าร้อยละ 30 ได้มาจากการนำสังกะสีเก่ากลับมาใช้ใหม่ และร้อยละ 80 ของสังกะสีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็จะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งในอนาคตเช่นกัน เนื่องจากสังกะสีมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมาก โดยอาจจะมากกว่า 100 ปีในบางกรณี ทำให้สังกะสีที่ผลิตขึ้นในอดีตเป็นจำนวนมากยังสามารถใช้อยู่ได้ในปัจจุบัน เทคโนโลยีในการนำสังกะสีกลับมาใช้ใหม่ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งปริมาณของสังกะสีที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ก็มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน สังกะสีสามารถนำกลับมาใช้กี่ครั้งก็ได้โดยจะไม่เสียคุณสมบัติใดๆในตัวไปเลย ดังนั้นจึงนับได้ว่าสังกะสีเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีค่าและยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคตอย่างแท้จริง
6. สังกะสีช่วยป้องกันสุขภาพของมนุษย์
ความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ได้ทำให้เรารู้ว่า สังกะสีมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์รวมทั้งต่อระบบประสาท และการทำงานของยีนส์ ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าการให้ธาตุสังกะสีเป็นอาหารเสริมแก่เด็กจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคท้องร่วง โรคปอดบวม และมาเลเรีย    สังกะสียังมีความสำคัญต่อการทำงานของเอ็นไซม์กว่า 300 ชนิดในร่างกาย ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นด้วยว่าประชากรของโลกครึ่งหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับสังกะสีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาและในหมู่คนยากจน การให้สังกะสีในอาหารเสริมได้กลายเป็นมาตรการที่ได้ผลคุ้มค่าในการเสริมสร้างสุขภาพให้แก่บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว
7. สังกะสีสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม
สังกะสีสามารถนำมาใช้ในการทำน้ำให้บริสุทธิ์ ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งของโลก แบตเตอรีแบบแห้งที่ทำจากสังกะสีกับอากาศและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ก็สามารถนำไปใช้กับรถพลังงานไฟฟ้าซึ่งนับเป็นการช่วยลดปัญหาอากาศเป็นพิษในเมืองได้ สังกะสียังเป็นส่วนผสมสำคัญของทองเหลืองซึ่งถูกนำมาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก สังกะสีเป็นส่วนประกอบสำคัญในการ ผลิตยาหลายประเภทรวมทั้งยาบำรุงรักษาผิวและยาป้องกันรังสีจากแสงแดด นอกจากนี้ ยังมีการผสมสังกะสีลงในปุ๋ยเพื่อช่วยให้พืชมีผลิตผลอุดมสมบูรณ์เพียงพอที่จะนำมาเลี้ยงชาวโลกได้ต่อไป จึงอาจกล่าวได้ว่าสังกะสีมีอยู่ทุกหนทุกแห่งรอบตัวเรา ไม่ว่าจะในบ้าน ที่ทำงาน ในรถยนต์ หรือแม้กระทั่งในเครื่องบิน
แปลจาก Zinc and Sustainable Development - 7 Facts You Should Know
Zinc benefits society and contributes to sustainable development.
 
ประวัติความเป็นมาของสังกะสี PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอาทิตย์ที่ 09 ตุลาคม 2011 เวลา 20:48 น.

การค้นพบโลหะประเภทที่ 8

ประวัติความเป็นมาของสังกะสี  Fathi Habashi

ได้มีการใช้แร่สังกะสีในการผลิตทองเหลืองและมีการใช้ส่วนผสมของสังกะสีในการรักษาบาดแผลและอาการเจ็บตามาเป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนที่จะมีการค้นพบสังกะสีในรูปลักษณ์ของโลหะ ถึงแม้คำว่า “ทองเหลือง” จะมีการกล่าวถึงอยู่ในพระคัมภีร์เก่า (The Old Testament) แต่ก็มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยที่แสดงให้เห็นว่า โลหะผสมระหว่างสังกะสีและทองแดงเป็นที่รู้จักในสมัยโบราณ ดังนั้นคำว่า “ทองเหลือง” ที่กล่าวถึงนั้น จึงอาจหมายถึงทองแดง หรือ บรอนซ์ ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลายแล้วในช่วงนั้น
ภาพประกอบที่ 1 แสดงวิธีการผลิตสังกะสีของชาวอินเดีย
ในช่วงหลังของศตวรรษที่ 13 มาร์โคโปโลได้กล่าวถึงการผลิตสังกะสีออกไซด์ในเปอร์เซียรวมทั้งได้กล่าวถึงการที่ชาวเปอร์เซียเตรียมสารละลาย tutia (เป็นสารละลายของซิงก์ ซัลเฟต) เพื่อใช้รักษาอาการตาเจ็บ
นักเขียนชาวโรมันชื่อ สตราโบ (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 66 ก่อนคริสต์กาล-ค.ศ.24) ได้กล่าวไว้ในงานเขียนชิ้นหนึ่งว่า แร่ของชาวไซปรัสเท่านั้นที่มี “หินแคดเมียม   คอปเปอร์ซัลเฟต และ tutty” ซึ่งเหล่านี้คือแร่ต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตทองเหลือง นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าชาวโรมันได้เริ่มสร้างทองเหลืองขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยของออกัสตัส (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 20 ก่อนคริสต์กาล-ค.ศ.14) ด้วยการเผาส่วนผสมระหว่างผงคาลาไมน์กับถ่านและเม็ดทองแดง
สังกะสีในอินเดีย
ได้มีการกล่าวถึงการผลิตโลหะสังกะสีในคัมภีร์ของศาสนาฮินดู ชื่อ Rasarnava ซึ่งเขียนขึ้นในราวปี ค.ศ.1200 นอกจากนี้คัมภีร์ของศาสนาฮินดูที่ชื่อว่า Rasaratnassamuchchaya ซึ่งเขียนขึ้นในศตวรรษที่ 14 ก็ได้บรรยายถึงวิธีการทำโลหะที่ “ลักษณะเหมือนดีบุก” โดยการเผาให้ความร้อนคาลาไมน์ด้วยสารอินทรีย์ในเบ้าหลอมที่มีคอนเดนเซอร์ (Condenser) ติดอยู่ ไอระเหยของสังกะสีจะไหลผ่านลงมาทำปฏิกริยาควบแน่นในคอนเดนเซอร์ใต้เบ้าหลอม ในปี ค.ศ.1374 ชาวฮินดูได้เริ่มยอมรับกันโดยทั่วไปว่า สังกะสีเป็นโลหะใหม่ประเภทที่ 8 ที่มนุษย์รู้จักในขณะนั้น และได้เริ่มมีการผลิตสังกะสีในเชิงพาณิชย์ขึ้น
หลอดแก้วทรงคอยาวจำนวนมากที่พบที่เมือง Zawar ในแคว้น Rajasthan เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าได้มีการผลิตสังกะสีจำนวนมากระหว่างศตวรรษที่ 12-16 หลอดแก้วดังกล่าวมีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร กว้างประมาณ 15 เซนติเมตร และหนาประมาณ 1 เซนติเมตร โดยที่ปากหลอดจะมีหลอดแก้วขนาดเล็กผนึกติดอยู่สำหรับเป็นที่ที่ไอระเหยของสังกะสีจะควบแน่นได้ หลอดแก้วจะถูกนำไปเผาในเตาเผาที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงและมีปั๊มลมเป็นตัวช่วยเร่งความร้อน ผลที่ได้จากการเผาคือ  สังกะสีและสังกะสีออกไซด์ โดยสังกะสีจะถูกนำไปใช้ในการผลิตทองเหลือง ส่วนสังกะสีออกไซด์จะถูกนำไปใช้ทำยา การที่ค้นพบเศษตกค้างเป็นปริมาณกว่า 130,000 ตันที่เมือง Zawar แสดงให้เห็นว่า ในอดีตอาจจะมีการผลิตทั้งสังกะสีและสังกะสีออกไซด์รวมกันแล้วเป็นจำนวนประมาณ 1,000,000 ตัน
สังกะสีในจีน
ภาพประกอบที่ 2 : การผลิตสังกะสีของชาวจีนเมื่อประมาณปี ค.ศ.1600
การผลิตสังกะสีได้แพร่หลายจากอินเดียไปยังจีน ซึ่งได้เริ่มมีการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อสนองตอบความต้องการอันเนื่องจากการผลิตทองเหลือง เป็นที่ปรากฎว่าชาวจีนได้เริ่มรู้จักวิธีการผลิตสังกะสีประมาณปี ค.ศ. 1600 ถึงแม้ว่าหนังสือสารานุกรม ซึ่งเขียนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 จะมิได้มีการกล่าวถึงสังกะสีก็ตาม แต่หนังสือชื่อ “Tien-Kong-Kai-ou” ซึ่งเขียนในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ได้กล่าวถึงขั้นตอนการผลิตสังกะสีไว้ว่า หากนำคาลาไมน์ผสมกับผงถ่านหินไปเผาในไหดินจะทำให้เกิดไอระเหยของสังกะสีขึ้น เมื่อนำไหดังกล่าวไปวางซ้อนกันสลับกับแท่งถ่านเป็นรูปปิรามิด (ภาพประกอบที่ 2) และเผาให้ร้อนจัดเมื่อปล่อยให้เย็นลงก็จะได้สังกะสีในลักษณะก้อนกลม ๆ อยู่ภายใน การผลิตสังกะสีด้วยวิธีการดังกล่าวได้แพร่หลายในจีนจนกระทั่งสามารถส่งเป็นสินค้าออกได้
สังกะสีในยุโรป
ภาพประกอบที่ 3 Albertus Magnus ผู้อธิบายถึงวิธีการผลิตทองเหลือง Albertus Magnus ได้อธิบายถึงว่าคาลาไมน์หรือ tutty จะช่วยทำให้ทองแดงมีสีทองได้อย่างไร เขากล่าวว่าหากโปรยเศษแก้วลงบนส่วนผสมในเตาเผาก็จะช่วยป้องกันมิให้ไอระเหยของสังกะสีหายไป ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณสังกะสีในทองเหลืองนั่นเอง
Biringuccio เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้อธิบายวิธีการผลิตทองเหลืองเอาไว้อย่างสมบูรณ์โดยใช้ คาลาไมน์ หรือ tutty ผสมกับทองแดงชิ้นเล็ก ๆ แล้วโรยด้วยผงแก้วจากนั้นก็นำไปเผาในเตาเผาที่ปิดสนิทเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
ภาพประกอบที่ 4 Georgius Agricok (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1490-1555) ได้กล่าวไว้เมื่อปีค.ศ.1546 ว่าโลหะที่เรียกว่า “Zincum” ได้มีการผลิตอยู่ที่เมือง Silesia
Agricok (ภาพประกอบที่ 4) ได้กล่าวไว้เมื่อปี ค.ศ.1546 ว่า ในการเผาแร่  Rammelsberg ที่ Harz Mountains เพื่อให้ได้ ตะกั่วและเงินนั้นได้มีการค้นพบโลหะสีขาวติดอยู่ที่ผนังเตาเผา โดยเขาเรียกโลหะนี้ว่า “Contrefey” เพราะมันใช้ในการเลียนแบบทองคำ ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่มีชื่อที่แน่นอนแต่โลหะนี้ก็คือสังกะสีนั่นเอง เขายังได้กล่าวด้วยว่า ได้มีการผลิตโลหะที่มีลักษณะเหมือนกัน เรียกว่า “zincum” ด้วยวิธีการที่คล้ายคลึงกันโดยชาวเมือง Silesia โดย Paracelus (ภาพประกอบที่ 5) เป็นชาวยุโรปคนแรกที่เรียก “zincum” ว่าเป็นโลหะชนิดใหม่ และมันมีส่วนผสมที่แตกต่างจากโลหะอื่น ๆ ที่เคยรู้จัก
ภาพประกอบที่ 5 : Paracelus (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1493-1541) เป็นชาวยุโรปคนแรกที่กล่าวถึง “Zincum” ว่าเป็นโลหะชนิดใหม่
ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์ในยุโรปจึงเริ่มรู้ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1600 แล้วว่ามีสังกะสีอยู่ในโลกนี้ อย่างไรก็ดีโลหะต่าง ๆ ที่ชาวยุโรปรู้จักนั้นส่วนใหญ่ถูกนำเข้ามาจากซีกโลกตะวันออกโดยพ่อค้าชาวโปรตุเกส ดัทช์ หรืออาหรับ ด้วยเหตุนี้ในช่วงนั้น ชื่อของสังกะสีจึงมีการเรียกกันไปต่าง ๆ นานา เช่น “tutenag” (มาจากคำว่า  tutiya ในภาษาเปอร์เซียน) และ “spelter” (อาจมาจากคำว่า spiauter ในภาษาดัทช์ หรือคำว่า speltrum ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ Robert Boyle ได้ตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1690) คำว่า “tutia” ซึ่งเป็นชื่อเก่าแก่ของซิงก์ออกไซด์นั้นได้มาจากคำในภาษาเปอร์เซียนที่แปลว่าควัน เพราะการผลิตซิงก์ออกไซด์ในอดีตด้วยการนำแร่สังกะสีไปเผาด้วยถ่านก็จะได้ซิงก์ออกไซด์เป็นควันขาว ๆ ขึ้นมานั่นเอง
ในสมัยเรเนซองส์ คำว่า “latten” (หรือ laten, laton, lattyn)   ได้กลายเป็นคำในภาษาอังกฤษที่รู้กันโดยทั่วไปว่าหมายถึงทองเหลือง เช่นเดียวกับคำว่า “laiton” ในภาษาฝรั่งเศส และคำว่า “latta” ในภาษาอิตาเลียน (ที่แปลว่าแผ่นทองเหลือง) ซึ่งอาจจะมาจากคำว่า latte หรือ lathe ในภาษาลาติน (ที่แปลว่า แผ่น) สำหรับต้นกำเนิดของคำว่าทองเหลืองในภาษาเยอรมัน คือคำว่า “messing” นั้นอาจจะมาจากคำว่า massa ในภาษาลาติน (หมายถึงก้อนโลหะ) ในขณะที่คำว่า brass ซึ่งหมายถึง ทองเหลือง ในปัจจุบันนั้นก็อาจจะมาจากคำว่า braser ในภาษาฝรั่งเศส (หมายถึง โลหะผสมที่ใช้ในการบัดกรี) ส่วนคำว่า  “zinc” ซึ่งหมายถึงสังกะสีในปัจจุบันนั้นอาจมาจากคำว่า sing ในภาษาเปอร์เซียนที่แปลว่าหิน ในภาษาอาระบิคจะเรียกสังกะสีว่า “kharseen” มาจากคำว่า Al-Ghar (แปลว่าเหมือง) และ “seen” มาจากคำว่า Al-seen (แปลว่าจีน) ดังนั้น kharseen จึงหมายถึง โลหะจากเหมืองในจีน การค้าขายสังกะสีระหว่างยุโรปกับซีกโลกตะวันออกได้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างดีตลอดศตวรรษที่ 17 จนถึงช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 ถึงแม้จะไม่มีการเก็บสถิติเกี่ยวกับปริมาณของสังกะสีที่มีการซื้อขายกันไว้ก็ตาม
ภาพประกอบที่ 6 Andreas Marggraf (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1709-1782) เป็นผู้ที่อธิบายวิธีการผลิตสังกะสีจากคาลาไมน์ไว้อย่างครบถ้วน
ในผลงานวิจัยของ Andreas Marggraf (ภาพประกอบ 6) เรื่อง “วิธีการสกัดสังกะสีออกจากแร่ต้นกำเนิดของมัน คาลาไมน์” ในปี ค.ศ.1746 ได้กล่าวถึงวิธีการผลิตสังกะสีจากการเผาคาลาไมน์กับถ่านในเบ้าหลอมที่มีลักษณะคล้ายหลอดแก้วคอยาว โดยเขาได้อธิบายถึงวิธีการดังกล่าวเอาไว้อย่างละเอียด ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างทฤษฎีเบื้องต้นเกี่ยวกับการผลิตสังกะสีขึ้น Marggraf ยังได้กล่าวไว้ด้วยว่า แร่ตะกั่วจาก Rammelsberg มีส่วนประกอบของสังกะสีอยู่และว่าสังกะสีสามารถผลิตได้จาก “sphalerite” โดย Marggraf อาจจะไม่ทราบว่าในปี ค.ศ. 1742 นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนชื่อ Anton von Swab (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1703-1768) ได้สามารถผลิตสังกะสีจากคาลาไมน์ได้แล้ว และในปี ค.ศ.1952 Swab ก็ได้ร่วมกับนักเคมีชาวสวีเดนอีกคนหนึ่งชื่อว่า Axel Fredrik Cronstedt (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1722-1765) ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลสวีเดนก็ได้พัฒนาการใช้แร่สังกะสีของสวีเดนเพื่อนำมาใช้ในการผลิตทองเหลืองเพื่อลดการนำเข้าคาลาไมน์จากต่างประเทศ
ความรู้ในการผลิตสังกะสีด้วยการเผาในเบ้าหลอมที่มีลักษณะคล้ายหลอดแก้วคอยาวได้รับการถ่ายทอดจากจีนมายังอังกฤษในช่วงก่อนปี ค.ศ.1740 William Champion (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1709-1789) ได้พัฒนาการผลิตสังกะสีด้วยการใช้เตาที่มีลักษณะคล้ายหลอดแก้วคอยาวทรงตั้ง และในปี ค.ศ.1743 ก็ได้มีการสร้างโรงถลุงสังกะสีขึ้นที่เมือง Bristol ในสหราชอาณาจักร ที่โรงถลุงแห่งนี้ คาลาไมน์และคาร์บอนจะถูกเผารวมกันในเบ้าหลอมดินเผาที่มีท่อโลหะที่ก้นซึ่งจะต่อเข้าไปที่อ่างน้ำในห้องด้านล่างอันเป็นที่ที่เราจะได้โลหะสังกะสีขึ้นมา (ภาพประกอบ 7) วิธีการแบบนี้จะใช้เวลาประมาณ 70 ชั่วโมงในการผลิตสังกะสีประมาณ 400 กิโลกรัมจากเบ้าหลอมทั้ง 6 เบ้าในโรงถลุง คาดว่าในขณะนั้นโรงถลุงน่าจะสามารถผลิตสังกะสีได้ถึง 200 ตันต่อปี
ภาพประกอบที่ 7 เตาหลอมสังกะสีของ William Champion
ถึงแม้เตาหลอมแบบนี้จะใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง โดยจะต้องใช้ถ่านหินถึง 24 ตันในการผลิตสังกะสี 1 ตัน แต่มันก็ถูกใช้งานมาจนกระทั่งปี ค.ศ.1851 ในปี ค.ศ.1758 John Champion ซึ่งเป็นน้องชายของ William Champion ก็ได้จดสิทธิบัตรการเปลี่ยนสังกะสีซัลไฟด์ให้เป็นสังกะสีออกไซด์และแคลไซน์ เพื่อใช้ในการผลิตซึ่งได้กลายเป็นรากฐานของวิธีการผลิตสังกะสีเชิงพาณิชย์สืบต่อมาจนถึงศตวรรษที่ 20 โดยอุตสาหกรรมผลิตสังกะสีของอังกฤษจะรวมตัวกันอยู่ในเมือง Bristol และ Swansea
วิธีการผลิตแบบดั้งเดิมในอังกฤษจะต้องมีการหยุดเพื่อเติมถ่านและวัตถุดิบหลังจากการผลิตในแต่ละครั้งซึ่งนับว่าต้องใช้แรงงานและพลังงานอย่างมาก เทคนิคการผลิตสังกะสีมีการพัฒนาอย่างมาก เมื่อ John Ruberg (มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1751-1807) ชาวเยอรมันได้คิดค้นวิธีการผลิตแบบใหม่ด้วยการสร้างโรงงานหลอมสังกะสีขึ้นในปี ค.ศ.1798 ที่เมือง Wessola ในแคว้น Upper Siselia โดยโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานแรกที่ใช้วิธีการเผาสังกะสีในแนวนอนที่เขาเป็นผู้คิดค้นขึ้น เทคนิคการผลิตแบบนี้มีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ เบ้าหลอมที่มีลักษณะคล้ายหลอดแก้วคอยาวนั้นจะถูกติดตั้งอยู่ในแนวนอนอยู่ในเตาเผา ซึ่งจะทำให้สามารถเติมถ่านและแร่เข้าไปได้โดยไม่ต้องรอให้เตาเย็นลง วิธีการแบบนี้ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างมาก โดยวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตระยะแรก ๆ ได้แก่ สังกะสีคาลาไมน์อันเป็นผลพลอยได้จากการผลิตตะกั่วและเงิน ในเวลาต่อมาจึงได้เริ่มมีการใช้ smithsonite ในการผลิต และหลังจากนั้นไม่นานนักก็เริ่มมีการนำแร่ไปเผาเพื่อให้ได้สังกะสีออกไซด์มาใช้ในการผลิตสังกะสี เทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ได้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับโรงงานผลิตสังกะสีในหลาย ๆ แห่ง เช่น ที่เมือง Silesia ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งแร่ บริเวณเมือง Lige ในเบลเยียม ในเมือง Aachen ในแคว้น Rhineland และRuhr ในเยอรมนี
โรงงานผลิตสังกะสีแห่งแรกในเบลเยียมสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1805 โดย Jean-Jaques Daniel Dony (มีชีวิตระหว่างปี ค.ศ.1759-1819) ซึ่งใช้เตาเผาแบบแนวนอนที่มีรายละเอียดแตกต่างไปเพียงเล็กน้อย ในปี ค.ศ.1810 ได้มีการสร้างโรงงานที่ใหญ่กว่าเดิมซึ่งเป็นรากฐานในเวลาต่อมาของ The Societ de le Vieille Montagne และอีกไม่กี่ปีต่อมาก็ได้กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตสังกะสีรายใหญ่ที่สุดของโลก
การผลิตสังกะสีในสหรัฐอเมริกาได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1850 โดยใช้เทคนิคการผลิตแบบของเบลเยียม และได้กลายเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกในเวลาต่อมาในปี ค.ศ.1907 ผลผลิตสังกะสีรวมทั้งหมดในโลกมีอยู่ 737,500 ตันโดยเป็นผลผลิตของสหรัฐอเมริการ้อยละ 31 เยอรมนีร้อยละ 28 เบลเยียมร้อยละ 21 สหราชอาณาจักรร้อยละ 8 และประเทศอื่น ๆ อีกร้อยละ 12
คุณสมบัติในการป้องกันการผุกร่อนที่เกิดจากสภาพแวดล้อมได้ทำให้มีการนำสังกะสีไปใช้ในเคลือบแผ่นเหล็ก ได้เริ่มมีการรีดแผ่นเหล็กชุบสังกะสีที่อุณหภูมิ 100-150 องศาเซลเซียสขึ้นเป็นครั้งแรกในราวปี ค.ศ.1805 และได้มีการสร้างโรงงานรีดแผ่นเหล็กชุบสังกะสีในเบลเยียมขึ้นเป็นแห่งแรกในปี ค.ศ.1812 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1821 เป็นต้นมาก็ได้มีการสร้างโรงงานแบบนี้ขึ้นอีกหลายแห่ง การชุบเหล็กด้วยสังกะสีแบบจุ่มร้อนเป็นวิธีป้องกันการผุกร่อนของเหล็กที่เก่าแก่ที่สุดได้ถูกเริ่มนำมาใช้ในปี ค.ศ.1836 ในประเทศฝรั่งเศส แต่วิธีการนี้ก็เพิ่งจะสามารถนำมาใช้ในเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างเต็มที่หลังจากที่มีการพัฒนาวิธีการทำความสะอาดพื้นผิวของเหล็กหรือโลหะอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงแรก ๆ มีการชุบเคลือบสังกะสีเฉพาะโลหะชิ้นเล็ก ๆ เท่านั้น ต่อมาจึงเริ่มมีการชุบแบบจุ่มร้อนอย่างต่อเนื่องและการชุบเส้นลวด แหล่งแร่มหาศาลในสหรัฐอเมริกาทำให้การผลิตสังกะสีเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี ค.ศ.1840 เป็นต้นมา และในที่สุดสหรัฐอเมริกาก็แซงหน้าเยอรมนีในฐานะผู้นำในการผลิตสังกะสีของโลกได้ในปี ค.ศ.1907
ได้มีการผลิตสังกะสีจากแร่สังกะสีออกไซด์เป็นเวลากว่า 500 ปี ก่อนที่แร่สังกะสีซัลไฟด์จะกลายเป็นวัตถุดิบในการผลิตที่สำคัญ ในแต่ละศตวรรษที่ผ่านไปเทคนิคการผลิตโลหะสังกะสีได้มีการปรับเปลี่ยนไปในทางที่ใช้เทคนิคการหลอมมากขึ้น อย่างไรก็ดีแนวโน้มได้เปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อวิธีการเผา-กรอง-แยกด้วยไฟฟ้า (roasting-leaching-electrowinning) ได้ถูกนำมาใช้และต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1980 เมื่อวิธีการ กรองด้วยความดัน-แยกด้วยไฟฟ้า (pressure leaching-electrowinning) ได้กลายเป็นอีกวิธีทางหนึ่งในการผลิตโลหะสังกะสี

แปลจาก http://www.iza.com/Documents/Communications/Publications/History.pdf

 
สังกะสีกับสุขภาพ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอาทิตย์ที่ 09 ตุลาคม 2011 เวลา 20:50 น.
article

สังกะสีกับสุขภาพ



สังกะสีที่กำลังจะพูดถึงนี้ไม่ใช่สังกะสีที่มีลักษณะเป็นแผ่นๆเอาไว้มุง หลังคาบ้าน สร้างโรงเรียนแต่อย่างใด แต่มันคือธาตุสังกะสี (zinc) แร่ธาตุสำคัญตัวหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งพบได้ในเกือบจะทุกเซลล์ของร่างกายและยังเป็นองค์ประกอบของเอ็นไซม์มากกว่า 200 ชนิด โดยสังกะสีมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยในการรักษาบาดแผล ช่วยคงรักษาการรับรู้รส และกลิ่นและยังช่วยให้พัฒนาการในวัยเด็ก วัยหนุ่มสาว ตลอดจนการตั้งครรภ์เป็นไปตามปกติ 

สังกะสีพบได้ในอาหารจำนวนมากเช่น หอยนางรม จะมีปริมาณของสังกะสี มากกว่าอาหารอื่นใด ในปริมาณที่เท่ากัน แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่แตะหอยนางรมไม่ได้เลย ก็ยังมีทางเลือกอื่นได้แก่ เนื้อแดง เป็ด ไก่ ถั่ว อาหารทะเล ธัญพืช ซีริลอาหารเช้า และผลิตภัณฑ์นม ทั้งนี้ การดูดซึมสังกะสีในโปรตีนจากสัตว์นั้นมีคุณค่าสูงกว่าจากพืช ซึ่งควรเลือกรับประทานตามความเหมาะสม 

อะไรเป็นผลจากการขาดธาตุสังกะสี

อาการขาดสังกะสีซึ่งหากร่างกายมีอาการขาดแร่ธาตุ สังกะสี เป็นเวลานาน จะเป็นผลให้เกิดอาการต่างๆ มากมาย ดังนี้ 

1. การเจริญเติบโตในเด็กล่าช้า ตัวเล็ก แคระแกรน หรือหยุดชะงักเป็นหนุ่มเป็นสาว 

2. ผิวหนังมีการอักเสบ โดยระยะแรกจะเป็นรอบปาก และอวัยวะเพศ ต่อมาจะลามไปที่แขนและขา เริ่มแรกอาจเป็นแค่ผื่นแดง ต่อมาจะมีลักษณะเป็นเม็ดพุพอง 

3. ระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร การรู้รสลดน้อยลง 

4. ระบบประสาท อาจมีอาการซึมเศร้า หงุดหงิด ขาดสมาธิ เหม่อลอย และมีอาการตาบอดแสงได้ 

5. ระบบต่อมไร้ท่อ คือ ทำให้อวัยวะเพศเด็กเล็ก ไม่โตขึ้นตามวัย 

6. มีอาการผมร่วง แตกปลาย เล็บเปราะ ผิวแห้ง 

ธาตุสังกะสีและภูมิต้านทาน 

ธาตุสังกะสีอาจเป็นสารสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบภูมิต้านทาน โดยเกี่ยวข้องกับหลายกลไกของระบบภูมิต้านทาน รวมถึงระบบเม็ดเลือดขาดและแอนตี้บอดี้ การทำหน้ามี่ของต่อมไทมัสและระดับธาตุสังกะสีในเลือด ยังเกี่ยวข้องกับจำนวนของ T-Cell และเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งสำคัญมากต่อระบบตอบสนองของระบบภูมิต้านทานที่กำลังขาดเม็ดเลือดขาวอย่าง รุนแรง ดังนั้นระดับธาตุสังกะสีที่เพียงพอจึงมีความสำคัญโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูง อายุ 

ประโยชน์ของธาตุสังกะสีต่อร่างกาย

ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่จะมาแผ้วพานร่างกายคนเรา สัญญาณของการขาดธาตุสังกะสีขนาดปานกลางถึงรุนแรง จะเห็นได้ดังนี้ ไม่เติบโตเท่าที่ควร คือ จะเล็กแกร็น, ไม่มีความอยากอาหาร,ต่อมทางเพศไม่ค่อยทำงาน,จิตใจเหม่อลอย, แผลหายช้า, การรับรู้ผิดไปในเรื่องรส กลิ่น และสายตา, สีผิวหนังเปลี่ยนไป ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีปริมาณสังกะสีในเลือดน้อยจึงติดเชื้อได้ง่าย 

ป้องกันมะเร็ง พบว่าผู้ป่วยมะเร็งที่หลอดอาหาร, หลอดลม, ต่อมลูกหมาก จะมีปริมาณสังกะสีต่ำกว่าคนปกติ 

ป้องกันไม่ให้ตาบอดในผู้สูงอายุ การสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุที่เรียกว่า macular degeneration นั้นพบว่า เกิดจากการขาดธาตุสังกะสี 

ป้องกันและรักษาโรคหวัด พบว่าเมื่อเริ่มเป็นหวัดถ้ารีบรับประทานธาตุสังกะสีทันทีจะ ช่วยให้อาการหวัดรุนแรงน้อยลงและจำนวนวันที่ป่วยก็ลดลงด้วย เรารู้ว่า "ธาตุสังกะสี" ช้วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และอาจจะมีฤทธิ์ป้องกันไวรัสได้วยเช่นกัน 

ช่วยคงสภาพการรับรู้รส กลิ่น และสายตา คนเราเมื่อมีอายุมากขึ้น การรับรู้ราอาหารมักจะเปลี่ยนไป บางคนอาจไม่เจริญอาหารและบอกว่า "อาหารไม่อร่อย" นั้น อาจมาจากการรับรู้รสของอาหารเปลี่ยนไปเพราะขาดธาตุสังกะสีก็ได้ เรื่องกลิ่นและสายตาในการมองเห็นก็จะน้อยลงในผู้สูงอายุ การให้ธาตุสังกะสีจะช่วยได้ในเรื่องการรับรู้รส กลิ่น และการมองเห็น 

กระตุ้นให้แผลหายเร็วขึ้น คนที่เป็นแผลต่าง ๆ หรือเป็นแผลในกระเพาะอาหาร การให้ ธาตุสังกะสีจะทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้รับธาตุสังกะสี 

เพิ่มความรู้สึกทางเพศในผู้ชาย การผลิตสเปิร์มของผู้ชายต้องการธาตุสังกะสีมากจะเห็นได้ว่า ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่มีสังกะสีมาก การสร้างฮอร์โมนเพศชาย ก็ต้องการธาตุสังกะสีเช่นกัน 

ช่วยรักษาและป้องกันการเป็นหมันในผู้ชาย สังกะสีมีส่วนสำคัญในการสร้างสเปิร์มและฮอร์โมนเพศชาย คนสูบบุหรี่จัดจะขาดสังกะสี ดังนั้นจึงมีโอกาสเป็นหมันมากกว่าคนไม่สูบบุหรี่ การให้ธาตุสังกะสีวันละ 50 มก. จะทำให้ปริมาณน้ำเชื้อเพิ่มมากขึ้นได้ 

ป้องกันต่อมลูกหมากโต คนสูงอายุมักประสบปัญหาต่อมลูกหมากโต แพทย์มักให้ สังกะสีในการรักษาซึ่งก็ได้ผลโดยที่ยังไม่ทราบกลไกชัดเจน จึงต้องมีการศึกษาต่อไปอีก 

รักษาสิว คนหนุ่มสาวมีปัญหาเรื่องสิว ฝ้า เวลาสิวอักเสบจะไม่น่าดู มีการให้ธาตุสังกะสีแก่คนที่ขาดธาตุสังกะสีและเป็นสิว ปรากฏว่าได้ผลดี สิวจะหายไป 

ป้องกันผมร่วง เป็นที่ฮือฮามาก ปรากฏว่าใช้ได้ผลเฉพาะบางรายเท่านั้น สังกะสีจะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแบ่งเซลล์ของร่างกายของเส้นผม บางรายผมหลุดร่วงไปและกินสังกะสีก็จะช่วยให้เส้นผมใหม่งอกขึ้นได้เร็วขึ้น แต่ในรายหัวล้านตามอายุนั้นใช้ไม่ได้ผลเพราะไม่มีรากผม 

เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานมักเป็นแผลและติดเชื้อง่าย สังกะสีจะช่วยให้ แผลที่เป็นนั้นหายเร็วขึ้นและช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานต่อโรคด้วย แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานรับประทาน "ใยอาหาร" หรือ "อาหารมีเส้นใย" เพื่อช่วยดูดซับน้ำตาล แต่ขณะเดียวกันก็จะดูดซับสังกะสีซึ่งมีน้อยนิดไปด้วย ทำให้ขาดธาตุสังกะสีไปได้ ลดอาการอักเสบและช่วยรักษาโรครูมาตอยด์อาไทรลิส พบว่าคนเป็นโรคนี้จะมีปริมาณสังกะสีในเลือดน้อยกว่าคนทั่วไป จากการทดลองให้ธาตุสังกะสีไปพบว่า อาการดีขึ้นมากใน เรื่องข้อต่อต่างๆ ที่บวม, ข้อแข็งหรือยึดติด 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ประโยชน์ของธาตุสังกะสีจะมีมากมายแต่การบริโภคสังกะสีมากเกินไป ก็มีผลเสียเช่นกัน เช่น ถ้าบริโภคมากกว่าวันละ 100 มก. เป็นเวลานานจะทำให้ระดับไขมัน HDL ลดลง (เป็นไขมันชั้นดี) การบริโภคสังกะสีจะทำให้ปริมาณธาตุทองแดงลดน้อยลง ซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกายเช่นกัน ซึ่งมักจะพบว่า ควรรับประทานทองแดง เข้าไปด้วยในสัดส่วน สังกะสีต่อทองแดง เท่ากับ 10 ต่อ 1 เช่น รับประทานสังกะสีวันละ 30 มก. ก็ควรได้รับทองแดงวันละ 3 มก. เป็นต้น ถ้าจะให้ดีควรบริโภควิตามินและเกลือแร่ที่มีธาตุสังกะสีอยู่ในเม็ดเดียวกัน จะได้ไม่ขาดสารใดสารหนึ่งไป

 


บทความ

Prev Next

รางน้ำฝนเข้าตะเข็บเพิ่มความคงทนแข็งแรง

รางน้ำฝนเข้าตะเข็บเพิ่มความคงทนแข็งแรง

รางน้ำฝนใช้วิธีเข้าตะเข็บแบบท่อแอร์ ซึ่งจะให้ความคงทนแข็งแรงสูง    

Administrator - avatar Administrator 24 เม.ย. 2012 Hits:221 รางน้ำฝน

Read more

รางน้ำฝนเส่วนตกแต่งเพิ่มะความสวยงาม

รางน้ำฝนเส่วนตกแต่งเพิ่มะความสวยงาม

รางน้ำฝนเป็นส่วนตกแต่งเพิ่มเติมของบ้านที่ได้ทั้งประโยชน์และความสวยงาม การเลือกใช้รางน้ำฝนจึงต้องเลือกให้เข้ากับลักษณะของตัวบ้านจึงจะช่วยให้ตัวบ้านดูดีขึ้น นอกจากนั้นรางน้ำฝนยังช่วยป้องกันไม่ให้น้ำฝนจากหลังคาตกบนสนามหญ้า แปลงไม้ดอก สระน้ำหรือบ่อเลี้ยงปลาซึ่งบางครั้งน้ำฝนจากหลังคาจะชะล้างเอาสิ่งสกปรกบนหลังคาลงไปทำให้น้ำในสระขุ่น เสียทัศนียภาพและมีค่าดูแลรักษาเพิ่มขึ้น รางน้ำฝนนอกจากจะมีประโยชน์ดังกล่าวแล้ว บางครั้งอาจจะเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาน้ำไหลเข้าบ้าน ทำให้ฝ้าเพดานเสียหาย ทั้งนี้เพราะรางน้ำฝนเกิดการอุดตันโดยเฉพาะบ้านรูปแบบสไตล์โมเดิร์นที่ไม่มีชายคาและรางน้ำฝนที่ซ่อนไว้เพื่อความสวยงาม การติดตั้งรางน้ำฝนสามารถทำได้ทั้งในขณะที่บ้านกำลังก่อสร้างหรือเมื่อบ้านก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากเป็นการติดตั้งในขณะที่บ้านกำลังก่อสร้าง วิศวกรสามารถออกแบบให้รางน้ำฝนอยู่ในช่องที่ปิดซ่อนเพื่อให้ดูสวยงาม ไม่เห็นท่อระเกะระกะตามตัวบ้าน หากติดตั้งหลังจากที่บ้านสร้างเสร็จแล้วอาจจะติดตั้งในลักษณะที่เก็บซ่อนได้ยากและต้องเลือกรูปทรง ขนาดของรางน้ำฝนให้เข้ากับตัวบ้านจึงจะดูสวยงาม การติดตั้งในลักษณะหลังนี้ต้องใช้ช่างที่เชี่ยวชาญงานในด้านนี้โดยเฉพาะ การเลือกชนิดของรางน้ำฝนจึงต้องพิจารณาถึงรูปแบบ ความคงทน และอายุการใช้งาน เพราะในขณะที่รองรับน้ำฝนอยู่นั้น รางน้ำฝนจะมีน้ำหนักมาก หากการติดตั้งไม่แข็งแรงพออาจจะทำให้รางน้ำฝนหลุดพังลงมาได้ วัสดุที่นำมาใช้ทำรางน้ำฝนมีหลายชนิด เช่น สังกะสี, สแตนเลส เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติแข็งแรงทนทาน มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกวา 20...

Administrator - avatar Administrator 03 มี.ค. 2012 Hits:580 รางน้ำฝน

Read more

รางน้ำฝนที่พักอาศัย รางน้ำฝนโรงงาน รางน้…

รางน้ำฝนที่พักอาศัย รางน้ำฝนโรงงาน รางน้ำฝนโรงเรือน รางน้ำฝนโรงเก็บของ โทร 087-507-5850

ติดตั้งรางน้ำฝนกับเราวันนี้ บริการติดตั้งรางน้ำฝนที่พักอาศัย การเลือกขนาดรางน้ำฝนมักจะขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของหลังคา เพราะนั้นคือปริมาณของน้ำฝนที่จะไหลลงสู่รางน้ำฝน ขนาดของรางน้ำฝนที่พักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ 4 นิ้ว | 5 นิ้ว | 6 นิ้ว รางน้ำฝนขนาด 4 นิ้ว ใช้กับหลังคาที่มีความยาวไม่เกิน 5 เมตร รางน้ำฝนขนาด 5 นิ้ว ใช้กับหลังคาที่มีความยาว 5-15 เมตร รางน้ำฝนขนาด 6 นิ้ว ใช้กับหลังคาที่มีความยาวมากกว่า 15 เมตรขึ้นไป แต่ทั้งนี้จะต้องมีการวางท่อน้ำฝนเพื่อระบายน้ำ ออกจากรางได้อย่างเหมาะสมด้วย เพราะไม่เช่นนั้นน้ำฝนก็จะล้นออกจากรางได้   บริการติดตั้งรางน้ำฝนโรงงาน | รางน้ำฝนโรงเรือน |...

Administrator - avatar Administrator 19 ธ.ค. 2011 Hits:798 รางน้ำฝน

Read more
ลิขสิทธิ์ © 2012 Sangkasi.com. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย จูมล่าลายไทย
Sangkasi.com, Powered by Joomla!