สังกะสีกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อเท็จจริง 7 ประการที่ควรรู้
สังกะสีกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อเท็จจริง 7 ประการที่ควรรู้
1. สังกะสีเป็นของธรรมชาติ
สังกะสีเป็นของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้แก่มนุษยชาติ มันมีอยู่ตามธรรมชาติในอากาศ ในน้ำ และในดิน สังกะสีมีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม รอบตัวเรา มันจะมีการเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ ด้วยกระบวนการหรือ เหตุการณ์ทางธรรมชาติ เช่น การผุพัง ไฟป่า การเกิดไอทะเล และภูเขา ไฟระเบิด เป็นต้น
2. สังกะสีเป็นสิ่งจำเป็นในธรรมชาติ ทุกๆ ชีวิตบนโลกต่างมีวิวัฒนาการทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับสังกะสีโดยผ่านกระบวนการทางชีววิทยา สิ่งมีชีวิตทุกชนิดทั้งคน สัตว์ ปลา พืช หรือแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ต่างก็จำเป็นต้องได้รับสังกะสีเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการซึ่งเป็นไปตามที่กระบวนการทางธรรมชาติได้กำหนดไว้
้
3. สังกะสีช่วยยืดอายุการใช้งานของเหล็ก
คุณลักษณะประการหนึ่งของสังกะสีก็คือ มันมีความสามารถในการป้องกันไม่ให้เหล็กผุกร่อน ความเสียหายที่เกิดจากการผุกร่อนของเหล็กนับเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง คำนวณกันว่า ความเสียหายนี้อย่างน้อยมีมูลค่าเท่ากับร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ในประเทศอุตสาหกรรม เหล็กจะมีอายุการใช้งานที่นานขึ้นเมื่อนำไปชุบด้วยสังกะสี และในปัจจุบันนี้มนุษย์ยังไม่สามารถค้นหาวัสดุอื่นใดที่จะสามารถช่วยป้องกันการผุกร่อนของเหล็กได้ดีเท่าสังกะสี
4. สังกะสีช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ
ด้วยเหตุที่สังกะสีสามารถป้องกันเหล็กจากการผุกร่อนและยังช่วยยืดอายุการใช้งานของเหล็ก มันจึงช่วยรักษาและช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งปกติจะถูกนำไปใช้ในการผลิตเหล็กที่จะนำไปเปลี่ยนทดแทนเหล็กที่ผุกร่อนไป มีการคำนวณว่าการใช้เหล็กชุบสังกะสีในประเทศสวีเดนช่วยประหยัดพลังงานได้เท่ากับพลังงานไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หนึ่งโรง ผลิตได้ในหนึ่งปี ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การใช้สังกะสีเพื่อป้องกัน เหล็กไม่ให้ผุกร่อนได้มีส่วนช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา โลกร้อน (climate change) ด้วยเช่นกัน
ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สังกะสีมีส่วนช่วยลด ค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ เพราะมันช่วยทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น มีอายุการใช้งานนานขึ้น มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อยลง และมีความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น
5. สังกะสีสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
ปัจจุบันนี้ สังกะสีในโลกมากกว่าร้อยละ 30 ได้มาจากการนำสังกะสีเก่ากลับมาใช้ใหม่ และร้อยละ 80 ของสังกะสีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็จะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งในอนาคตเช่นกัน เนื่องจากสังกะสีมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมาก โดยอาจจะมากกว่า 100 ปีในบางกรณี ทำให้สังกะสีที่ผลิตขึ้นในอดีตเป็นจำนวนมากยังสามารถใช้อยู่ได้ในปัจจุบัน เทคโนโลยีในการนำสังกะสีกลับมาใช้ใหม่ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งปริมาณของสังกะสีที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ก็มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน สังกะสีสามารถนำกลับมาใช้กี่ครั้งก็ได้โดยจะไม่เสียคุณสมบัติใดๆในตัวไปเลย ดังนั้นจึงนับได้ว่าสังกะสีเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีค่าและยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคตอย่างแท้จริง
6. สังกะสีช่วยป้องกันสุขภาพของมนุษย์
ความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ได้ทำให้เรารู้ว่า สังกะสีมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์รวมทั้งต่อระบบประสาท และการทำงานของยีนส์ ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าการให้ธาตุสังกะสีเป็นอาหารเสริมแก่เด็กจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคท้องร่วง โรคปอดบวม และมาเลเรีย สังกะสียังมีความสำคัญต่อการทำงานของเอ็นไซม์กว่า 300 ชนิดในร่างกาย ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นด้วยว่าประชากรของโลกครึ่งหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับสังกะสีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาและในหมู่คนยากจน การให้สังกะสีในอาหารเสริมได้กลายเป็นมาตรการที่ได้ผลคุ้มค่าในการเสริมสร้างสุขภาพให้แก่บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว
7. สังกะสีสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม
สังกะสีสามารถนำมาใช้ในการทำน้ำให้บริสุทธิ์ ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งของโลก แบตเตอรีแบบแห้งที่ทำจากสังกะสีกับอากาศและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ก็สามารถนำไปใช้กับรถพลังงานไฟฟ้าซึ่งนับเป็นการช่วยลดปัญหาอากาศเป็นพิษในเมืองได้ สังกะสียังเป็นส่วนผสมสำคัญของทองเหลืองซึ่งถูกนำมาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก สังกะสีเป็นส่วนประกอบสำคัญในการ ผลิตยาหลายประเภทรวมทั้งยาบำรุงรักษาผิวและยาป้องกันรังสีจากแสงแดด นอกจากนี้ ยังมีการผสมสังกะสีลงในปุ๋ยเพื่อช่วยให้พืชมีผลิตผลอุดมสมบูรณ์เพียงพอที่จะนำมาเลี้ยงชาวโลกได้ต่อไป จึงอาจกล่าวได้ว่าสังกะสีมีอยู่ทุกหนทุกแห่งรอบตัวเรา ไม่ว่าจะในบ้าน ที่ทำงาน ในรถยนต์ หรือแม้กระทั่งในเครื่องบิน
แปลจาก Zinc and Sustainable Development - 7 Facts You Should Know Zinc benefits society and contributes to sustainable development.
|